ผู้พิการ ต้องการแบบไหน !!

ท่านทราบหรือไม่ว่า ทุก 1 ใน 10 คนของประชากรในโลกเป็นผู้พิการ!! และองค์การสหประชาชาติพบว่า กลุ่มประเทศแถบเอเชีย และแปซิฟิกมีผู้พิการมากที่สุดในโลก !! ผู้พิการจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ และเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น ไม่ได้รับการศึกษา ไม่มีใครรับเข้าทำงาน และไม่ได้รับบริการด้านสุขภาพ เป็นต้น คนพิการหลายคนถูกจำกัดให้ต้องอยู่แต่ในสถานสงเคราะห์ ซึ่งนับว่าเป็นการละเมิดต่อสิทธิของผู้พิการที่พึงมีอิสระในการใช้ชีวิตในสังคมหรือชุมชน !!

ประเทศไทยมีผู้พิการที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญา การเรียนรู้ หรือความบกพร่องอื่นใดก็ตาม ซึ่งสภาวะเช่นนี้อาจทำให้ผู้พิการมีปัญหา/อุปสรรคในด้านต่างๆ และอาจจำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วๆ ไป

ถ้ามองย้อนกลับไปในอดีต จากการสำรวจอนามัยและสวัสดิการ พบว่ามีผู้พิการ ร้อยละ 0.5 – 0.8 ในปี 2517 - 2529 เพิ่มเป็นร้อยละ 1.7 – 1.8 ในปี 2534 – 2544 และเพิ่มสูงถึงร้อยละ 2.9 ในปี 2550 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะนิยาม “ผู้พิการ” ที่นอกจากจะพิจารณาจากความพิการที่มีลักษณะเด่นชัดแล้ว ยังรวมถึงความผิดปกติของสภาวะจิตใจ โดยเฉพาะครั้งล่าสุดปี 2550 ที่พิจารณาถึงความลำบากในการทำกิจกรรม หรือความลำบากในการดูแลตนเองด้วย

การศึกษานับเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยเพิ่มศักยภาพให้สามารถพึ่งตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข แต่จากการสำรวจ พบว่าประมาณหนึ่งในสี่ของผู้พิการไม่ได้รับการศึกษา (ร้อยละ 24.3) และอีกมากกว่าครึ่งสำเร็จการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา (ร้อยละ 59.5) และมีเพียง 1 ใน 100 ของผู้พิการเท่านั้น ที่จบปริญญาตรีขึ้นไป

สำหรับการทำงานในปี 2549 ของผู้พิการที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 1.8 ล้านคน พบว่า มีเพียงหนึ่งในสามของผู้พิการเท่านั้นที่มีงานทำ (ร้อยละ 35.2) ที่เหลือ (ร้อยละ 64.8) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุถึงร้อยละ 45.5 รองลงมาเป็นวัยทำงาน อายุ 25-59 ปี (ร้อยละ 15.4) มีเพียงร้อยละ 3.9 เป็นเยาวชน (อายุ 15 – 24 ปี) แม้จะมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยให้สถานประกอบการต้องรับคนพิการเข้าทำงานในอัตราส่วนคนพิการ 1 คนต่อลูกจ้าง 100 คน หรือเลือกที่จะส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเท่ากับร้อยละ ห้าสิบของเงินค่าจ้างขั้นต่ำทั้งปีแล้วก็ตาม แต่คนพิการที่มีงานทำยังมีจำนวนน้อยอยู่ดี ด้วยสาเหตุที่ผู้ประกอบการอาจเลือกที่จะจ่ายเงินเข้ากองทุนมากกว่ารับภาระต้องดูแลผู้พิการเหล่านี้

เพราะความเชื่อที่ว่าผู้พิการไม่มีความสามารถ หรือมีความสามารถที่จำกัด และเป็นภาระ!! ดังนั้นการขับเคลื่อนให้ผู้พิการเป็นพลังของสังคมได้นั้น น่าจะต้องทำให้ความเชื่อของคนในสังคมเปลี่ยนก่อน ให้มีทัศนคติต่อผู้พิการในทางสร้างสรรค์ และมีศักยภาพเช่นเดียวกับคนทั่วไป การส่งเสริมให้ผู้พิการมีงานทำจึงเป็นสิ่งที่สร้างประโยชน์อย่างมาก แต่สังคมไทยยังมองข้ามความสำคัญในเรื่องนี้ โดยมักให้ความช่วยเหลือผู้พิการในด้านวัตถุ ความบันเทิงชั่วครั้งชั่วคราว หรือช่วยเหลือด้วยการทำบุญทำกุศล ซึ่งไม่น่าจะใช่บทสรุปที่ถูกต้องสำหรับการช่วยเหลือผู้พิการอย่างแท้จริง....

​​​