ออมวันนี้ ..ชีวีมีสุข

ุกวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันออมแห่งชาติ”
เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีนิสัยรักการออม และเห็นความสำคัญของการออมเงิน ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ เช่น กองทุนกบข. กองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่าง ๆ แต่ส่วนใหญ่ผู้ได้รับหลักประกันเหล่านี้ เป็นผู้ที่ทำงานในระบบ และมีเพียงร้อยละ 36.6 ในปี 2552 เท่านั้น การมีเงินออมนอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงส่วนบุคคลแล้ว ยังถือเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ ช่วยลดการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมาลงทุน ซึ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างหลักประกันให้กับประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะสำหรับแรงงานนอกระบบ ให้มีหลักประกันเป็นเงินบำนาญในช่วงหลังเกษียณ หรืออายุ 60 ปีขึ้นไป รัฐบาลจึงได้เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ โดยให้ประชาชนฝากสะสมเงินเข้ากองทุน และรัฐบาลสมทบให้ส่วนหนึ่ง ซึ่งจะมีการจ่ายเงินออมคืนทั้งหมดเป็นรายเดือน ในรูปของบำนาญเมื่ออายุครบ 60 ปี พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคาร โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ค้ำประกันให้ อย่างไรก็ตามการออมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ครัวเรือนมีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายเท่านั้น
จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ตั้งแต่ปี 2543 ถึง 2552 โดยเฉลี่ยครัวเรือนจะมีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการยังชีพ (ไม่รวมค่าใช้จ่ายประเภทสะสมทุน เช่น การซื้อบ้าน/ที่ดิน และเงินออม) และเมื่อพิจารณาผลต่างของรายได้และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในปี 2552 พบว่า มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าค่าใช้จ่าย 4,698 บาทต่อครัวเรือน หรือประมาณ 1,424 บาทต่อคน ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปเก็บออมไว้ หรือชำระหนี้ หรือจ่ายเป็นค่าเช่าซื้อบ้าน/ที่ดิน เป็นต้น
สำหรับหนี้สินต่อรายได้ ตั้งแต่ปี 2547 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังพบว่า เมื่อครัวเรือนมีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายมากขึ้นเท่าใด หนี้สินต่อรายได้ก็จะลดลงเรื่อย ๆ ครัวเรือนจึงน่าจะมีความสามารถในการออม และชำระหนี้ได้เพิ่มขึ้น (แผนภูมิ 1)
แผนภูมิ 1 รายได้และค่าใช้จ่ายเฉลี่ย และหนี้สินต่อรายได้ ของครัวเรือน graph_saving (1).jpg
ที่มา : สำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ.2543 - 2552
หลักการในการออมในร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ ประชาชนกลุ่มเป้าหมายจะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนขั้นต่ำโดยประมาณเดือนละ 100 บาท และสามารถจ่ายสมทบเพิ่มได้อีกตามความสมัครใจ เดือนละ 100-1,000 บาท และรัฐบาลจะจ่ายสมทบให้ประชาชนที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป อีกประมาณเดือนละ 50-100 บาท ขึ้นอยู่กับภาวะทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ จะประสบผลสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อครัวเรือนเป้าหมายสามารถออมเงินเข้ากองทุนได้เท่านั้น