โจ๋ยุคใหม่..ใส่ใจเรื่องงาน...


                  จากรายงาน World Youth Report 2012 ขององค์การสหประชาชาติซึ่งเป็นปีล่าสุดมีประเด็นเกี่ยวกับการทำงาน ของเยาวชนที่ถูกละเลย และไม่ได้รับความเป็นธรรม รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงการได้รับผลกระทบจากการเลือกปฏิบัต ิเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ โดยเยาวชนมักจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่จะได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน ขณะเดียวกันกลับเป็นกลุ่มแรกๆ ที่มักจะถูกให้ออกจากงาน ด้วยเหตุผลที่ว่ามีทักษะและประสบการณ์น้อยกว่าผู้ใหญ่นั่นเอง ในรายงานดังกล่าวกลุ่มเยาวชนยังเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการศึกษาที่ไม่มี การวางแผนที่เอื้อต่อการเข้าสู่ตลาดแรงงานของพวกเขาทั้งหลายและส่วนใหญ่มักได้ทำงาน ในสถานประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางที่ไม่มีระบบสวัสดิการ และไม่มีความมั่นคงเท่าที่ควร
                นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช) เปิดเผยว่า การศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของเยาวชนจากข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร (ไตรมาส 3) พ.ศ. 2530–2554 ของ สสช พบว่า การเข้าสู่ตลาดแรงงานของเยาวชน (อายุ 15–24 ปี) ในรอบกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาลดลงจากร้อยละ 71.1 ในปี 2530 เหลือร้อยละ 46.5 ในปี 2554 อาจเนื่องจากนโยบายด้านการศึกษาของภาครัฐในการขยายการศึกษาภาคบังคับ นโยบายเรียนฟรี และการมีกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ผนวกกับภาวะเศรษฐกิจ และสังคมที่แข่งขันกันค่อนข้างสูงทำให้พ่อแม่/ผู้ปกครองส่งเสริมบุตรหลานให้ได้รับการศึกษามากขึ้น เพื่อนำไปสู่การมีงานทำและค่าตอบแทนที่ดีในอนาคต
 
 
 
                การทำงานของเยาวชนคล้ายกับการทำงานของแรงงานทั้งประเทศ คือ ส่วนใหญ่ทำงานในภาคเกษตร แต่ลดลงจากร้อยละ 70.3 ในปี 2530 เหลือเพียงร้อยละ 40.5 ในปี 2554 ขณะที่การทำงานในภาคการผลิตและบริการเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะภาคนี้
มีสวัสดิการคุ้มครอง และมีรายได้ที่มั่นคง ต่างกับการทำงานในภาคเกษตรที่กฎหมายแรงงานอาจยังไม่ครอบคลุม และไม่มีสวัสดิการคุ้มครองเท่าที่ควร
                 เยาวชนที่ทำงานในภาคการผลิตและบริการ มีชั่วโมงทำงานค่อนข้างสูงแม้จะลดลงจาก 53 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในปี 2530 เหลือเพียง 45 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในปี 2554 ก็ตาม แต่ก็ยังเกินกว่าเกณฑ์ที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ คือ 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตรงข้ามกับค่าจ้างที่ได้รับเพียง 5,874 บาท ขณะที่แรงงานทั้งประเทศได้รับค่าจ้างเฉลี่ย 10,340 บาทต่อเดือน
ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าเยาวชนที่มีงานทำยังไม่ได้ทำงานที่มีคุณค่า (Decent Work) อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการมีชั่วโมงการทำงานที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด นอกจากนี้อาจได้รับค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีสวัสดิการคุ้มครอง หรือไม่มีสิทธิต่อรองเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งเหล่านี้ล้วนแต่ละเมิดเงื่อนไขของการทำงานที่มีคุณค่าทั้งสิ้น
             จากข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นการทำงานของเยาวชนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่ทำงานภาคเกษตรกรรม ไปเป็นงานภาคการผลิตและบริการมากขึ้น ดังนั้น การเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานจึงเป็นเรื่องสำคัญ การจัดหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน หรือเพิ่มทักษะที่สามารถนำไปใช้ในการทำงาน เช่น 
​คอมพิวเตอร์ ภาษาอังกฤษ เป็นต้น เพื่อให้เยาวชนเกิดความมั่นใจและพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเต็มภาคภูมิ
แล้วเพื่อน ๆ ล่ะ ใช้เวลาว่างหมดไปกับกิจกรรมอะไรกันบ้าง