โลกนี้..มีน้ำให้ใช้ไม่มาก

            โลกประกอบไปด้วยน้ำ 3 ใน 4 ส่วน และจากปริมาณน้ำทั้งหมดนั้นเป็นน้ำเค็มมากถึงร้อยละ 97.5 เป็นน้ำจืดเพียง ร้อยละ 2.5 เท่านั้น ในจำนวนนี้สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำจืดเพียงร้อยละ 0.08 ที่เหลือเป็นธารน้ำแข็งอยู่ขั้วโลก และแน่นอนว่ามนุษย์มีความจำเป็นต้องใช้น้ำในการดำรงชีวิต เพื่อการ บริโภค และอุปโภค จึงต้องรู้จักการบริหารการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด จากข้อมูลของการประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค แสดงให้เห็นว่า คนไทยใช้น้ำเฉลี่ยวันละ 36 ลิตรต่อคน ในปี 2549 และมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปีตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2555 ปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยต่อวันเพิ่มเป็น 48 ลิตรต่อคน  

            เมื่อพิจารณาการใช้น้ำของคนไทย ซึ่งแบ่งออกเป็นน้ำดื่มและน้ำใช้ ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2555 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า แหล่งน้ำใช้ของครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ (ร้อยละ78.9) ใช้น้ำประปา ส่วนน้ำดื่ม ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 64.0) เป็นน้ำประปาเช่นกัน โดยการนำน้ำประปามาผ่านกรรมวิธีทำให้สะอาดพร้อมดื่มเป็นน้ำบรรจุขวดหรือตู้น้ำหยอดเหรียญ (ร้อยละ 40.9) และวิธีการอื่นๆ (ร้อยละ 23.1) เช่น ต้ม กรอง เป็นต้น นอกจากนี้ครัวเรือนบางส่วน (ร้อยละ 28.6) เก็บกักน้ำฝนไว้เป็นแหล่งน้ำดื่มของครัวเรือน จากข้อมูลดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่า น้ำประปาเป็นแหล่งน้ำดื่ม น้ำใช้ที่สำคัญ ดังนั้นการบริหารจัดการการใช้น้ำจึงมีความสำคัญยิ่ง
ในขณะที่ประชากรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความต้องการใช้น้ำของมนุษย์ก็เพิ่มขึ้นไปด้วยเป็นเงาตามตัว ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้จึงต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับการผลิตน้ำใช้ที่มีคุณภาพ และควรใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เพราะกระบวนการผลิตและการใช้น้ำทุกขั้นตอนก่อให้เกิดต้นทุน ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ก็คือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้น้ำของครัวเรือนนั่นเอง ผลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ยังพบอีกว่า ครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้น้ำซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำประปา (ไม่รวมค่าใช้จ่ายน้ำดื่ม) สูงขึ้น จากเฉลี่ยเดือนละ 86 บาทในปี 2543 เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 135 บาทในปี 2555 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องช่วยกันรณรงค์และปลูกจิตสำนึกให้มีการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและช่วยกันประหยัด เพราะน้ำประปาทุกหยดมีต้นทุนการผลิต จากการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตจนได้มาเป็นน้ำประปาให้ทุกคนได้ใช้ นอกจากนี้การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและประหยัด จะเป็นช่องทางหนึ่งของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโลกด้วย
        ​จากปัญหาหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆนี้ ถึงแม้จะเป็นปัญหาระดับครัวเรือน แต่ในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ กล่าวคือ หากครัวเรือนสะสมหนี้เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับที่สูงแล้ว ความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนก็จะลดลง ส่งผลให้มาตรฐานการครองชีพต่ำลง เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน ผลที่ตามมาคือ ความเครียด ปัญหาครอบครัว เกิดอาชญากรรมการฆ่าตัวตาย ฯลฯ แนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของครัวเรือนให้ตรงจุดนั้น ควรให้ความสำคัญกับกลุ่มครัวเรือนที่มีปัญหา และมีความเปราะบางต่อปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น กลุ่มครัวเรือนยากจน เกษตรกร เป็นต้น เพราะหนี้สินส่วนใหญ่ต้องนำมาใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้อที่อยู่อาศัยและใช้จ่ายในครัวเรือน ทั้งนี้ รัฐควรดำเนินงานอย่างรอบคอบ ระมัดระวัง โดยต้องให้ความรู้ด้านการเงิน ความรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพเสริมที่ก่อให้เกิดรายได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้สินรุงรังในอนาคต สำหรับปัญหาหนี้สินของครัวเรือนที่กู้มาเพื่อการบริโภคนั้น สมาชิกในครัวเรือนเองต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างวินัยทางการเงิน โดยการทำบัญชีรายรับ -รายจ่าย ทั้งนี้เพื่อลดการใช้สินค้าฟุ่มเฟือย