สำมะโนประชากรและเคหะ

     นานาสาระ ข้อมูลประชากร

การหย่า  ปัญหาที่คนมองข้าม

     ​เป็นที่ยอมรับกันว่าหญิงมีความอดทนมากกว่าชาย จากอดีตผู้หญิงจะถูกสอนให้เป็นช้างเท้าหลัง ต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ไม่มีสิทธิมีปากมีเสียง เมื่อแต่งงานกันแล้วต้องมีความอดทนอดกลั้น ไม่ว่าจะมีปัญหากันมากแค่ไหนก็ตาม การหย่าหรือแยกกันอยู่เป็นเรื่องน่าละอาย ส่งผลกระทบต่อสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว แต่ในปัจจุบันผู้หญิงมีโอกาสทางการศึกษาสูงขึ้น ทำงานนอกบ้านมากขึ้น สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งผู้ชายเหมือนสมัยก่อน
     เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงกล้าที่จะอยู่เป็นโสดมากขึ้น (4 ทศวรรษ..การสมรสของคนไทย)​ แต่อย่างไรก็ตามมิได้หมายความว่าจะทำให้ผู้หญิงกล้าที่จะ กับคู่ครองมากขึ้น แม้ว่าในปัจจุบันสังคมจะยอมรับผู้หญิงที่หย่าหรือเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วมากขึ้นก็ตาม

  หย่า                             
   ผู้ที่มิได้อยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยาแล้ว และได้หย่ากันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

  คู่สมรส                      
  ผู้ที่ได้อยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยา ไม่ว่าจะได้ทำการสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม
  และแม้ว่าระหว่างไปสัมภาษณ์สามีภรรยาจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ยังมีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา
  เช่น สามีไปทำงานต่างจังหวัดหรือไปทำงานต่างประเทศ ก็ถือว่ายังสมรสกันอยู่

  อัตราการหย่า
            อัตราของคู่สมรสที่จดทะเบียนหย่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  สูตรการคำนวณ อัตราการหย่า

อัตราการหย่า =

จำนวนผู้ที่หย่า

X 100

----------------------------------

ผู้ที่สมรสแล้วทั้งหมด - จำนวนผู้ที่ไม่ทราบสถานภาพสมรส ​
​​​​
     ผลจากสำมะโนประชากรและเคหะแสดงให้เห็นว่า ทศวรรษที่ผ่านมาการแยกกันอยู่ของคู่สมรสชายและหญิงมีแนวโน้มลดลง โดยหญิงลดลงจากร้อยละ 2.62 ในปี 2533 เหลือร้อยละ 1.95 ในปี 2543  ส่วนชายลดลงจากร้อยละ 1.40 ในปี 2533 เหลือร้อยละ 1.27 ในปี 2543 ​​
     แต่เมื่อมองถึง การหย่า ซึ่งในที่นี้หมายถึง สามีภรรยาที่หย่ากันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะเห็นว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การหย่าของทั้งชายและหญิงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ​โดยชายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.69 ในปี 2533 เป็นร้อยละ 0.92 ในปี 2543 และหญิงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.26 ในปี 2533 เป็นร้อยละ 1.53 ในปี 2543 แสดงให้เห็นแนวโน้มของความแตกแยกในครอบครัวที่เพิ่มสูงขึ้น​​

​     ส่วนการเป็น “หม้าย” ที่หมายถึง ผู้ที่ คู่สมรส เสียชีวิตแล้ว และขณะนี้ยังไม่ได้สมรสใหม่นั้น จากสถิติจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอัตราการเป็นหม้ายของหญิงจะสูงกว่าชายถึงกว่า 3 เท่า มาอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ทศวรรษ แม้จะมีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ 12.97 ในปี 2513 เหลือร้อยละ 12.​47 ในปี 2543 ขณะที่ชายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.60 ในปี 2513 เป็นร้อยละ 4.14 ในปี 2543 ซึ่งการที่อัตราของหญิงเป็นหม้ายมากกว่าชายนั้น นอกจากเป็นเพราะชายมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการตายมากกว่าหญิง ทำให้หญิงต้องเปลี่ยนสถานะเป็นหม้ายแล้ว ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่หญิงที่ผ่านการหย่าหรือแยกกันอยู่มาแล้ว โดยมากมักเข็ดกับชีวิตคู่จนไม่ยอมมีคู่อีก ในทางกลับกันผู้ชายส่วนใหญ่เมื่อหย่าหรือแยกกันอยู่แล้ว มักหาคู่ครองใหม่มากกว่าที่จะอยู่คนเดียวอย่างไร้คู่​

​​      แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของ อัตราการหย่า ย่อมส่งผลกระทบไปถึงสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ทั้งการให้ความรัก ความอบอุ่น รวมถึงเป็นสถานที่แรกที่ให้การศึกษาอบรมสมาชิกในครอบครัว เพื่อให้มีการดำรงชีวิตได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม หากการหย่าเกิดขึ้นกับคู่สมรส

​     ที่มีบุตรย่อมอาจทำให้บุตรมีปัญหาด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูว่าผลของสำมะโนประชากรและเคหะที่จะ​​จัดทำใน ปี 2553 นี้จะทำให้เราได้ทราบถึงแนวโน้มอัตราการหย่าของคนไทย ว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคตอันใกล้นี้
​​