สำมะโนประชากรและเคหะ

     นานาสาระ ข้อมูลประชากร

“ส้วม” ใครคิดว่าไม่สำคัญ

​     "ส้วม" ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในชีวิตประจำวันของทุกคน “ส้วม” มักจะถูกนำไปเปรียบเปรยกับลูกผู้หญิงว่ามีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน เพราะ​พร้อมจะส่งกลิ่นได้ตลอดเวลาหากไม่ดูแลให้ดี  และ "ส้วม" สามารถใช้วัดสุขอนามัยของครัวเรือนในประเทศไทยได้ เนื่องจากเราต่างทราบกันดีว่า “ส้วม” เป็นส​ถานที่ที่ถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ที่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้ดี และหากเป็นส้วมที่ถูกสุขลักษณะย่อมส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนเช่นกัน

      3 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการพัฒนาทางด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐานมาโดยตลอด ซึ่งข้อมูลจากสำมะโนประชากรและเคหะตั้งแต่ พ.ศ. 2523 – 2543 พบว่าการใช้ส้วมหลุม ถัง ถ่ายลงแม่น้ำลำคลอง เป็นการใช้ส้วมที่ผิดสุขลักษณะเพราะอาจมีเชื้อโรคแพร่ระบาดไปได้ การใช้ส้วมดังกล่าวของครัวเรือนทั้งประเทศมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด  โดยเฉพาะการใช้ส้วมที่ผิดสุขลักษณะลดลงจากร้อยละ 9.52 ในปี 2523 เหลือเพียงร้อยล​ะ 0.38 ในปี 2543   ซึ่งแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางสาธารณสุขของไทยจากอดีต ​​

     ที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้ส้วมหลุม หรือถ่ายลงแม่น้ำลำคลอง มาเป็นการใช้ส้วมซึมหรือส้วมชักโครกเพิ่มมากขึ้น และส้วมซึมที่ประชา​ชนส่วนใหญ่ใช้นั้น เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 51.01 ในปี 2523 เป็นร้อยละ 85.79 ในปี 2543 สำหรับการใช้ส้วมชักโครกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเช่นกัน จากร้อยละ 4.30 ในปี 2523 เป็นร้อยละ 8.35 ในปี 2543​

ร้อยละของครัวเรือนส่วนบุคคล จำแนกตามลักษณะการใช้ส้วม พ.ศ. 2513 – 2543​

ลักษณะการใช้ส้วม *​​​ 2513 2523 2533  2543 
ส้วมชักโครก​ 2.40 ​4.30 ​6.21 ​8.35
ส้วมซึม​ ​45.84 ​51.01 ​78.22 ​85.79
ส้วมชักโครกและส้วมซึม​ ​- ​- ​1.71 ​3.66
ส้วมหลุม ถัง ถ่ายลงแม่น้ำลำคลอง ​ ​- ​9.52 ​1.98 ​0.38
หรือส้วมลักษณะอื่นๆ โดยมีห้องกั้น​ -​ ​- ​- ​​-

หมายเหตุ *  ไม่รวมไม่มีส้วม และอื่นๆ

 ที่มา:  สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2513 - 2543 สำนักงานสถิติแห่งชาติ​

     หากมองในภาพรวมของการมีส้วมที่ถูกสุขลักษณะ (ส้วมซึม/ส้วมชักโครก) จะพบว่าคนไทยมีการใช้ส้วมที่ถูกสุขลั​​กษณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากร้อยละ 55.31ในปี 2523 เป็นร้อยละ 97.81 ในปี 2543 นั่นแสดงให้เห็นว่าคนไทยให้ความสำคัญและเอาใจใส่ในเรื่องสุขอนามัยในชีวิตประจำวันมากขึ้น และเห็นความสำคัญของ “ส้วม” มากขึ้น   ​​

​     อย่างไรก็ดีคงไม่มีใครปฏิเสธว่า “ส้วม” มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันของคนเราเพียงใด ไม่ว่าเราจะอยู่ในบ้าน  สถานที่ทำงาน  หรือสถานที่ท่องเที่ยว  เราทุกคนต่างก็ทราบกันดีว่า “ส้วม” เป็นที่ถ่ายของเสียออกจากร่างกาย และเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้ดี  เราจึงควรช่วยกันรักษาความสะอาดของส้วมทุกแห่งที่เข้า โดยเฉพาะ “ส้วมส่วนรวม” ที่ต้องใช้ร่วมกันอย่างที่ทำงาน ห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน  และที่สาธารณะต่างๆ

     หรือไม่ก็ตาม น่าจะช่วยจุดประเด็นให้รัฐบาลตระหนักให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะสุขลักษณะในชีวิตประจำวัน เพราะเมื่อไหร่ที่สุขภาพร่างกายของคนในประเทศแข็งแรง ย่อมส่งผลต่อความเข้มแข็งของประเทศเช่นกัน​
     จากแนวโน้มข้อมูลดังกล่าวทำให้คาดหวังว่าผลจากสำมะโนประชากรและเคหะครั้งต่อไปที่จะเกิดขึ้นในปี 2553 นี้ คนไทยน่าจะให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาดของส้วมมากขึ้นและครัวเรือนไทยจะมีส้วมที่ถูกสุขลักษณะถึงร้อยเปอร์เซนต์