สำมะโนประชากรและเคหะ

     นานาสาระ ข้อมูลประชากร

อายุนั้นสำคัญไฉน

​​

อัตราส่วนการเป็นภาระ (Dependency Ratio) หมายถึง อัตราส่วนของประชากรที่ไม่ได้ทำงานเชิงเศรษฐกิจ (Not economically active) ต่อประชากรที่ทำงานเชิงเศรษฐกิจ (Economically active) 100 คน เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานเชิงเศรษฐกิจมักจะไม่ชัดเจน การคำนวณอัตราส่วนการเป็นภาระจึงใช้ข้อมูลอายุแทน โดย ใช้จำนวนประชากรวัยเด็กในกลุ่มอายุ 0 – 14 ปี บวกกับวัยสูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป แล้วหารด้วยประชากรวัยกำลังแรงงาน อายุ 15 – 59 ปี สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ บางประเทศอาจจะใช้อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ในขณะที่กลุ่มกำลังแรงงานกำหนดให้ใช้อายุ 15 – 64 ปี แต่สำหรับประเทศไทย ใช้อายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่มผู้สูงอายุตราส่วนการเป็นภาระในประเทศกำลังพัฒนา จะสูงกว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากประเทศที่กำลังพัฒนาจะมีอัตราเกิดค่อนข้างสูง
อัตราเจริญพันธุ์ ตามหมวดอายุ (Age-Specific Fertility Rates) ​​หมายถึง อัตราการเกิดที่คำนวณตามหมวดอายุ โดยทั่วไปอัตราเกิด (Crude Birth rate) ที่คำนวณโดยใช้จำนวนเด็กที่เกิดในแต่ละปี หารด้วยจำนวนประชากร ณ วันกลางปี เป็นอัตราที่คำนวณแบบคร่าวๆ ไม่ได้คำนึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างอื่น เช่น อายุของมารดา ระยะเวลาการอยู่ร่วมกันของคู่สมรส จำนวนบุตรที่มีอยู่แล้ว เป็นต้น สำหรับกรณีนี้จะกล่าวถึงเฉพาะเรื่องอายุของมารดา เนื่องจากในปีหนึ่งๆ จำนวนเด็กที่เกิดจากมารดาที่อายุแตกต่างกันจะมีจำนวนไม่เท่ากัน เช่น หญิงที่อายุระหว่าง 20 – 29 ปี จะให้กำเนิดุบุตรมากกว่าหญิงอายุระหว่าง 30 – 39 ปี ดังนั้น การคำนวณอัตราเจริญพันธุ์จึงต้องคำนวณแยกตามหมวดอายุเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องยิ่งขึ้น วิธีคำนวณคือหารจำนวนเด็กที่เกิดจากหญิงในแต่ละหมวดอายุ ด้วยจำนวนหญิงในหมวดอายุนั้น คูณด้วย 1,000 เพื่อทำให้เป็นอัตราต่อประชากร 1,000 คน
     ตัวอย่างเช่น หญิงอายุ 20 – 24 ปี ณ วันกลางปี มีจำนวน 591,700 คน และเด็กเกิดใหม่ที่มารดาอายุระหว่าง 20 – 24 ปี ในปีนั้นมีจำนวน 69,145 คน ดังนั้น อัตราเจริญพันธุ์ต่อหญิง 1,000 คน จะเท่ากัย 69,145 หารด้วย 591,700 คูณด้วย 1000 = 116.9 หมายความว่า ในปีนั้น หญิงที่มีอายุระหว่าง 20 – 24 ปี จำนวน 1,000 คน จะให้กำเนิดบุตรประมาณ 117 คน
อัตราตายตามหมวดอายุ (Age-Specific Mortality Rates) หมายถึง อัตราตายที่คำนวณตามหมวดอายุ และมักจะคำนวณแยกตามเพศด้วย (Age-Sex Specific Mortality Rates) เนื่องจากโอกาสที่คนจะตายจะแตกต่างกันในแต่ละหมวดอายุและเพศ เช่น การตายด้วยโรคที่เกิดจากการพัฒนาที่ไม่สมบูรณ์ (Congenital Malformations) จะเกิดเฉพาะในกลุ่มทารกหรือเด็กเล็ก ตายด้วยโรคหัวใจจะมีมากในกลุ่มผู้สูงอายุ ตายด้วยโรคเกี่ยวกับการตั้งครรภ์หรือคลอดบุตรจะเกิดเฉพาะเพศหญิง ในขณะที่ตายด้วยอุบัติเหตุ ต่อสู้ หรือสงคราม จะมีมากในเพศชาย เป็นต้น ดังนั้นการคำนวณอัตราตายจึงต้องคำนวณแยกตามหมวดอายุและเพศ วิธีคำนวณคือหารจำนวนคนตายในแต่ละหมวดอายุด้วยจำนวนประชากร ณ วันกลางปีในหมวดอายุนั้น คูณด้วย 1,000 (แยกคำนวณแต่ละเพศ)
     ตัวอย่างเช่น ณ วันกลางปีมีชายอายุ 65 – 74 ปี จำนวน 386,600 คน และหญิงในกลุ่มอายุเดียวกันจำนวน 461,400 คน และในปีนั้นมีคนตายเพศชาย 16,617 คน เพศหญิง 10,066 คน อัตราตายตามหมวดอายุและเพศสำหรับเพศชายจะเท่ากับ 16,617/386,600 คูณ 1,000 = 43.0 และอัตราตายของเพศหญิงจะเท่ากับ 10,066/ 461,400 คูณด้วย 1,000 = 21.8 หมายความว่า ในปีนั้น ชายที่มีอายุระหว่าง 65 – 74 ปี จำนวน 1,000 คน มีคนตาย 43 คน และหญิง 1,000 คน มีคนตายประมาณ 22 คน
​      แนวโน้มการลดลงของประชากรวัยเด็ก และการเพิ่มขึ้นของวัยสูงอายุ ระหว่างปี 2523 - 2543 จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อนำข้อมูลจำนวนประชากรตามหมวดอายุจากสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2523 -2543 มาจัดเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มวัยเด็ก (อายุ 0 - 14 ปี) กลุ่มวัยกำลังแรงงาน (อายุ 15 - 59 ปี) และกลุ่มผู้สูงอายุ (อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป)
ประชากรจำแนกตามวัย ปี 2523 - 25343
 
ที่มา: สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2523 - 2534
     จากแผนภูมิจะเห็นได้ชัดว่า สัดส่วนของกลุ่มวัยเด็ก (กราฟแท่งกลุ่มซ้ายมือ) มีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ 38.3 ในปี 2523 เป็นร้อยละ 29.2 ในปี 2533 และร้อยละ 24.4 ในปี 2543 ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป (กราฟแท่งกลุ่มขวามือ) มีสัดส่วนสูงขึ้น จากร้อยละ 5.5 ในปี 2523 เป็นร้อยละ 7.4 ในปี 2533 และร้อยละ 9.5 ในปี 2543
     มีข้อมูลจาก รายงานผลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2550 แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2548 (มีผู้สูงอายุเกินกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ) และในปี 2550 มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10.7 แล้ว แต่เนื่องจากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทยเป็นโครงการที่มิได้จ้ดทำทุกปี ดังนั้น ประชากรสองกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้ม จะเปลี่ยนแปลงไปจาก 10 ปีที่แล้วมากน้อยเท่าไร คงต้องรอดูผลจากข้อมูลสำมะโนประชากร 2553 ที่จะเริ่มเก็บข้อมูลในวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 นี้
     ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงประชากรวัยเด็กและวัยสูงอายุ ได้นำไปใช้ในการคำนวณตัวชี้วัดสำคัญ ที่นำไปใช้ประกอบการวางแผนจัดสวัสดิการและบริการด้านสุขภาพอนามัยสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ ตัวชี้วัดดังกล่าวคือ อัตราส่วนการเป็นภาระ (Dependency Ratio)    คือจำนวนคนที่ไม่ได้ทำงานเชิงเศรษฐกิจ ต่อจำนวนคนที่อยู่ในวัยทำงานเชิงเศรษฐกิจ 100 คน (มีความหมายว่า คนทำงานเชิงเศรษฐกิจ 100 คน ต้องรับภาระเลี้ยงดูเด็กและผู้สูงอายุจำนวนกี่คน) ในการคำนวณจะใช้จำนวนประชากรวัยเด็กกลุ่มอายุ 0 - 14 ปี บวกกับกลุ่มวัยสูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป หารด้วยจำนวนประชากรในกลุ่มกำลังแรงงาน อายุ 15 - 59 ปี
     อัตราส่วนการเป็นภาระอาจจะแยกได้เป็น 2 อัตรา คือ  อัตราการเป็นภาระในวัยเด็ก (Child Dependency Ratio -  จำนวนประชากรอายุ 0-14 ปี หารด้วยจำนวนประชากรอายุ 15 - 59 ปี คูณ100)  และอัตราการเป็นภาระในวัยสูงอายุ (Old-Age Dependency Ratio - จำนวนประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป หารด้วยจำนวนประชากรอายุ 15 - 59 ปี คูณ100)
     ข้อมูลจากสำมะโนประชากร พ.ศ. 2523 - 2543 พบว่า  อัตราการเป็นภาระในวัยเด็ก มีแนวโน้มลดลง จากร้อยละ 68.1 ในปี 2523 เป็นร้อยละ 46.1 และ 36.8 ในปี 2533 และปี 2543 ตามลำดับ
ส่วนอัตราการเป็นภาระในวัยสูงอายุ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.7 ในปี 2523 เป็นร้อยละ 11.6 และ 14.4 ในปี 2533 และปี 2543 ตามลำดับ
     นอกจากอัตราการเป้นภาระ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ใช้ข้อมูลจากอายุของประชากรเป็นหลักในการคำนวณแล้ว ยังมีตัวชี้วัดด้านประชากรที่อยู่ในรูปอัตราส่วนซึ่งจำเป็นต้องคำนวณตามหมวดอายุ (Age Specific rate) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น อัตราเจริญพันธุ์ตามหมวดอายุ (Age-Specific fertility Rates)อัตราตายตามหมวดอายุ (Age-Specific Mortality Rates) เป็นต้น  การคำนวณอัตราดังกล่าวต้องใช้ข้อมูลอื่นประกอบ ดังนั้นจะได้กล่าวถึงในหัวข้อเรื่องที่เกี่ยวข้องภายหลัง
     จะเห็นได้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับอายุมีความสำคัญ และมีการนำไปใช้ประโยชน์หลายด้าน การได้ข้อมูลอายุที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกรณีที่นำไปใช้ในการคำนวณตัวชี้วัดที่มีอายุเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญ เช่น อายุเมื่อมีบุตรคนแรก (Age at first birth) หรืออายุแรกสมรส (Age at first marriage) เป็นต้น
     ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอายุ ปกติจะสอบถามอายุเป็นปี แต่กรณีที่ต้องการใช้อายุที่ใกล้เคียงที่สุด อาจจะต้องสอบถามทั้งวันเดือนปีเกิดและอายุนับเป็นปีด้วย   การถามวันเดือนปีเกิดจะทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องใกล้เคียงกับอายุจริงมากกว่า แต่บางครั้งถ้าไม่ทราบวันเดือนปีเกิดที่แน่นอน อาจจะต้องใช้คำถามอายุนับเป็นปีแทน
ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลอายุอาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล เนื่องมาจากหลายๆ สาเหตุ เช่น
  • ผู้ตอบสัมภาษณ์ตอบข้อมูลแทนสมาชิกบางคนในครัวเรือน โดยไม่ทราบวันเดือนปีเกิดที่แท้จริง
  • ผู้ตอบสัมภาษณ์อาจประมาณอายุโดยปัดให้เป็นเลขที่ลงท้ายด้วยเลข 0 หรือเลข 5 เช่น ตอบอายุ 50 ปี แทนที่จะเป็น 49 ปี หรือ 51 ปี เป็นต้น ทำให้กลุ่มอายุที่ลงท้ายด้วยเลขดังกล่าวสูงกว่ากลุ่มอายุใกล้เคียง (Age heaping)
  • เจตนาปิดบังอายุจริงด้วยเหตุผลบางประการ หรือบอกอายุเกินจริง (Age over statement) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ หรือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
  • ความุเข้าใจไม่ตรงกันเรื่องตอบอายุเต็มปีหรืออายุย่าง สำหรับโครงการสำมะโนที่ต้องจ้างเจ้าหน้าที่งานสนามใหม่จำนวนมาก จึงต้องเน้นเรื่องให้ถามอายุเต็มปีบริบูรณ์นับถึงวันคล้ายวันเกิดครั้งสุดท้าย และระบุข้อความดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนในแบบสอบถามด้วย
  • เด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี อาจถูกบันทึกเป็น 1 ปี แทนที่จะบันทึก 0 ทำให้จำนวนเด็กอายุ 1 ปี และ 0 ปี คลาดเคลื่อน หรือในกรณีที่แม่ไปคลอดที่โรงพยาบาลและยังไม่กลับมาอยู่ที่บ้าน  เจ้าหน้าที่อาจจะไม่ได้บันทึกเด็กเกิดใหม่เป็นสมาชิกของครัวเรือน ทำให้จำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีไม่ครบถ้วน
     เมื่อทราบความสำคัญของการได้ข้อมูลอายุที่ถูกต้องและความคลาดเคลื่อนที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลแล้ว อย่างลืมให้ความร่วมมือตอบข้อมูลเกี่ยวกับอายุและข้อมูลอื่นๆ ที่ถูกต้องกับพนักงานที่จะไปสัมภาษณ์ ในการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่จะเริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1กรกฎาคม 2553 ด้วยนะ​

​​​​​​​​