การจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ

​​

สำมะโนประชากรและเคหะ​​​​

      สำมะโนประชากรและเคหะ คืออะไร สำมะโนประชากรและเคหะ คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลประชากรทุกคนในประเทศ ตามที่อยู่จริง และที่อยู่อาศัยของประชากรทุกคน ตามที่อยู่จริง ซึ่งเป็นเสมือนการฉายภาพนิ่ง ณ วันสำมะโน (วันที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นเวลาอ้างอิง) เพื่อแสดงภาพว่า ณ วันสำมะโน ประเทศไทยมีประชากรเท่าใด อยู่ที่จังหวัด/อำเภอ/ตำบลใด เป็นชาย/หญิง เด็ก/คนทำงาน/คนแก่ คนพิการเท่าใด มีการศึกษาระดับไหน มีผู้รู้หนังสือมากน้อยเพียงใด คนในวัยทำงานมีงานทำหรือไม่ อาชีพ/สถานภาพเป็นอย่างไรและมีสถานที่อยู่อาศัยแบบไหน ถูกสุขลักษณะหรือไม่ ที่ใดมีผู้ย้ายถิ่นเข้า/ออกมาก เป็นต้น ซึ่งแตกต่างกับข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์ของกระทรวงมหาดไทย คือ ข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์ แสดงจำนวนประชากร ตามทะเบียนบ้าน (ตามกฎหมาย) และมีข้อมูลเฉพาะเพศและอายุ เท่านั้น ทั้งนี้ประชากรจำนวนมากที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในที่อยู่อาศัยตามทะเบียนบ้าน​

สำมะโนประชากรและเคหะของประเทศไทย

      สำมะโนประชากรและเคหะของประเทศไทย ประเทศไทยได้จัดทำสำมะโนประชากรมาแล้ว 10 ครั้ง จัดทำครั้งแรกเมื่อปี 2452 โดยครั้งที่ 1 ถึง ครั้งที่ 5 จัดทำโดยกระทรวงมหาดไทย (เรียกว่า สำมะโนครัว) และและครั้งที่หกเป็นต้นมา จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ และในปี 2553 จะเป็นการจัดทำครั้งที่ 11 ซึ่งเป็นการครบรอบ 100 ปีสำมะโนประชากรประเทศไทย ประเทศไทยจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะทุก 10 ปี ตามข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ขอให้ทุกประเทศในโลก จัดทำสำมะโนประชากรและเคหะอย่างน้อยทุก 10 ปีในปี ค.ศ. ที่ลงท้ายด้วย “0” เช่น 1990, 2000, 2010 เป็นต้น เพื่อให้แต่ละประเทศมีข้อมูลทางด้านประชากรและสังคม สำหรับใช้ในการพัฒนาประชากรของตนเองได้อย่างเหมาะสม และสามารถเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างประเทศได้ โดยบางประเทศที่ฐานะทางเศรษฐกิจดีและเห็นความสำคัญของข้อมูลได้จัดทำสำมะโนประชากรทุก 5 ปี เช่น ประเทศออสเตรเลีย แคนาดา และญี่ปุ่น เป็นต้น ประเทศในโลกได้มีการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะมีจำนวน 228 ประเทศ โดยมี The United Nations Statistics Division (UNSD) เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ประสานประเทศต่างๆ ในโลกในการเตรียมการสำหรับการทำสำมะโนประชากรและเคหะในรอบต่อไป ในปี ค.ศ. 2010 ภายใต้โครงการ The 2010 World Programme on Population and Housing Censuses ซึ่งได้มีการประชุมเตรียมงานติดต่อกันมา 2-3 ปีแล้ว เพื่อให้ประเทศต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำสำมะโนประชากรและนำความรู้ที่ได้มาวางแผน เตรียมการในการทำสำมะโนประชากรของประเทศตนเอง

วัตถุประสงค์ของการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ

      วัตถุประสงค์ของการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ 1. เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานของประชากร (เพศ อายุ สัญชาติ การศึกษา การทำงาน เป็นต้น) ตามที่อยู่จริง และที่อยู่อาศัย (ประเภท การมีน้ำดื่ม/น้ำใช้ เป็นต้น) 2. เพื่อให้ได้ข้อมูลในระดับพื้นที่ย่อย (หมู่บ้าน อบต. เทศบาล เป็นต้น) 3. เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของประชากรและที่อยู่อาศัยในรอบ 10 ปี

ประโยชน์ของข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะ ภาครัฐ

      ประโยชน์ของข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะ ภาครัฐ 1. ใช้ในการกำหนดโยบาย/วางแผนทั้งด้านประชากร เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม 2. ใช้เพื่อจัดเตรียมงบประมาณเพื่อจัดหาสาธารณูปโภคและบริการขั้นพื้นฐานต่างๆ ได้ตรงตามความต้องการหรือตามความจำเป็นของแต่ละท้องถิ่น (หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด) อาทิเช่น - การจัดหาสาธารณูปโภคให้เพียงพอและถูกสุขลักษณะ (ที่อยู่อาศัย น้ำ/ไฟ การบริการสาธารณสุข รถประจำทาง ที่ทิ้งขยะ ฯลฯ) - การจัดจำนวนโรงเรียน/ครูให้เพียงพอและเหมาะสม โดยมีเป้าหมายคือให้เด็กทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน - การจัดเตรียมวัคซีนสำหรับเด็กแต่ละวัยให้เพียงพอ - การจัดสวัสดิการให้เพียงพอกับคนด้อยโอกาส (คนชรา คนพิการ) - ในพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวอยู่หนาแน่นหรือแออัด จำเป็นจะต้องมีการบริหารจัดการด้านแรงงานให้เหมาะสมและต้องจัดบริการสาธารณสุขให้เพียงพอ เพื่อป้องกันโรคระบาด/โรคติดต่อบางประเภทที่หายไปแล้วในประเทศไทย แต่มีโอกาสกลับมาใหม่กับแรงงานต่างด้าว - ข้อมูลโครงสร้างของประชากรตามที่อยู่จริง จะใช้เป็นฐานในการจัดแผนยุทธศาสตร์จังหวัด โดยในการจัดทำ GPP นั้นจำเป็นต้องใช้จำนวนประชากรที่ถูกต้องครบถ้วนในระดับจังหวัด และในการคำนวณตัวชี้วัดที่แสดงผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการในจังหวัดได้อย่างถูกต้องนั้น ต้องใช้จำนวนประชากรจริงเป็นตัวหาร เช่น รายได้เฉลี่ยต่อหัว อัตราการมารับบริการด้านต่างๆ เป็นต้น 3. ใช้เป็นฐานในการคาดประมาณประชากรในอนาคต (Population Projection) 4. ใช้ในการประเมินผลแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (2550-2554) และใช้จัดเตรียมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (2555-2559) 5. ใช้เป็นกรอบในการเลือกตัวอย่าง (Sampling Frame) สำหรับการสำรวจในรายละเอียดเฉพาะเรื่องด้านประชากร/สังคม 6. ใช้เป็นฐานร่วมกับการสำรวจต่างๆ เช่น การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในการจัดทำตัวชี้วัดต่างๆ เช่น - แผนที่ความยากจน (Poverty Mapping) - แผนที่ผู้หิวโหย (Hunger Mapping) ภาคเอกชน ใช้ข้อมูลความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่ต่างๆ (ตามเพศ อายุ อาชีพ เป็นต้น) เพื่อประกอบ การตัดสินใจในการทำธุรกิจ เช่น ตั้งร้านค้าหรือขยายกิจการตามลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ภาคประชาชน มีความอยู่ดีมีสุข เนื่องจากได้รับบริการจากภาครัฐอย่างเพียงพอและทั่วถึง

ผู้ใช้ข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะ

      ผู้ใช้ข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะ ผู้ใช้ข้อมูล ได้แก่ หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งสถาบันหรือองค์การระหว่างประเทศ

การเตรียมงานสำมะโนประชากรและเคหะ

      การเตรียมงานสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553 สำมะโนประชากรและเคหะครั้งนี้กำหนดให้ วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เป็นวันสำมะโน ซึ่งจะระดมบุคลากรมากกว่า 70,000 คน ปูพรมจัดเก็บข้อมูลพร้อมกันทั่วประเทศ โดยได้มีการอุ่นเครื่องเริ่มต้นกระบวนการกันแล้วตั้งแต่ปี 2551 คือ 1. จัดทำสำมะโนประชากรและเคหะทดลองในปี 2551 ที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นโครงการนำร่อง เพื่อทำการทดลองวิธีการทุกขั้นตอน ทั้งด้านวิชาการ วิธีการเก็บข้อมูล การประมวลผล และการประสานงานในระดับประเทศ และระดับพื้นที่ 2. จัดทำสำมะโนประชากรและเคหะทดลองในปี 2552 ใน กทม. เพื่อศึกษาปัญหาการเก็บข้อมูลในเขตเมืองใหญ่ ซึ่งมีปัญหาความซับซ้อน และหลากหลายของการอยู่อาศัยของประชากร

คุ้มรวม

      1. คุ้มรวมประชากร 1.1 คนไทยทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในวันสำมะโน (1 กันยายน 2553) 1.2 ข้าราชการฝ่ายทหาร/พลเรือน/คณะทูตของไทยพร้อมครอบครัว ซึ่งมีสำนักงานอยู่ต่างประเทศ 1.3 คนต่างชาติ/ต่างด้าว ที่อยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปนับถึงวันสำมะโน 1.4 คนไทย/ต่างชาติ/ต่างด้าวที่มีสถานที่อยู่ปกติในประเทศไทยแต่ในวันสำมะโนได้ไปต่างประเทศ ชั่วคราว ไม่รวม - เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ทหารและทูตต่างประเทศพร้อมทั้งครอบครัว ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย - คนต่างชาติ/ต่างด้าว ผู้ซึ่งเข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 3 เดือน นับถึงวันสำมะโน - ผู้อพยพหรือผู้หลบหนีเข้าเมืองซึ่งอยู่ในค่ายอพยพที่รัฐบาลกำหนดขึ้น 2. คุ้มรวมเคหะ สถานที่ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรทุกแห่งทั่วประเทศ อาทิเช่น บ้าน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง ที่สาธารณะ ห้องภายในสำนักงาน ใต้สะพาน เป็นต้น

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

      วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้กำหนดแผนที่จะใช้วิธีต่าง ๆ ดังนี้ 1. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการทำสำมะโนครั้งนี้ ซึ่งผู้สัมภาษณ์ สามารถชี้แจงรายละเอียดและตอบข้อซักถามแก่ผู้ตอบสัมภาษณ์ได้โดยตรง 2. การทอดแบบ เป็นวิธีที่ใช้ในกรณีที่เป็นสถานที่ที่ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าไปในพื้นที่ เช่น แฟลต หรือคอนโดมิเนียมบางแห่ง และกรณีที่ไม่พบตัวผู้ตอบสัมภาษณ์ พบตัวยาก ไปหลายครั้งไม่พบ จะใช้วิธีการทอดแบบสอบถาม และนัดหมายมารับหรือสัมภาษณ์ภายหลัง 3. การให้ข้อมูลทาง Internet เป็นวิธีที่ทางสำนักงานสถิติแห่งชาติอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้ในการทำสำมะโนครั้งนี้ 4. การให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ ผ่าน Telephone Interview Center

ปริมาณงาน

      ครัวเรือนทั้งสิ้นในประเทศไทยประมาณ 20 ล้านครัวเรือน

แบบสอบถาม

      แบบสอบถามที่ใช้ในการทำสำมะโนฯ มี 2 แบบ ดังนี้ 1. แบบนับจด (สปค.1) ใช้สำหรับการสัมภาษณ์ครัวเรือนทุกประเภท โดยแสดงที่ตั้งของครัวเรือน ประเภทของครัวเรือนและที่อยู่อาศัย จำนวนสมาชิกในแต่ละครัวเรือน 2. แบบแจงนับ (สปค.2) ใช้สัมภาษณ์ประชากรทุกคนในครัวเรือนตามคุ้มรวม โดยมีข้อถามเกี่ยวกับ เพศ อายุ สัญชาติ ศาสนา การศึกษา ภาษาพูด อาชีพ สถานภาพสมรส ความพิการ จำนวนบุตรเกิดรอด การย้ายถิ่น ประเภทที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน เป็นต้น

ระยะเวลาการเก็บรวบรวมข้อมูล

      1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2553

เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

      นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสถิติแห่งชาติทั้งใน กทม. และส่วนภูมิภาค สำนักงานสถิติแห่งชาติยังได้ขอความร่วมมือยืมตัวบุคลากรจากหน่วยงานราชการ และภาคเอกชนช่วยทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเก็บรวบรวมข้อมูล รวมทั้งสิ้นประมาณ 75,000 คน ซึ่งประกอบด้วย 1. สถิติจังหวัด (กทม. และ 75 จังหวัด) 2. เจ้าหน้าที่ประสานงานอำเภอ/เขต ประมาณ 2,600 คน 3. เจ้าหน้าที่ผู้อบรม/ควบคุมงาน ประมาณ 500 คน 4. เจ้าหน้าวิชาการประมาณ 9,000 คน 5. พนักงานแจงนับประมาณ 63,000 คน และจะใช้อาสาสมัครในพื้นที่ เช่น อสม. เจ้าหน้าที่ชุมชน อบต. เจ้าหน้าที่เทศบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครู เป็นต้น (ในพื้นที่พิเศษ เช่น คอนโนมิเนียม หอพัก อาคาร/ตึกสูง หมู่บ้านจัดสรร เรือนจำ กรมทหาร เป็นต้น จะใช้ผู้ดูแล กรรมการหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานนั้นๆ)

ระยะเวลาในการดำเนินงาน

      ระยะเวลาในการดำเนินการทั้งโครงการ ตั้งแต่ปี 2550-2554 ปี 2550–52 ; วางแผนและเตรียมงานทุกขั้นตอน เช่น ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างเครือข่าย จัดเตรียมแผนที่/บัญชีเขต จัดทำแบบสอบถาม เตรียมการประมวลผล จัดทำระบบ Internet/TIC จัดทำสื่อการสอน (DVD) ประชาสัมพันธ์ เป็นต้น และมีแผนงานที่สำคัญดังนี้ * ปี 2550 ; ศึกษาการใช้ประโยชน์จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์ (โดยได้รับความสนับสนุนทางวิชาการจาก UNFPA) * ปี 2550–51 ; ทดลองเรื่องการย้ายถิ่นของคนต่างชาติ (โดยได้รับความสนับสนุนทางวิชาการทาง World Bank) เพื่อศึกษาแนวทางการเก็บข้อมูลและการเข้าถึงแรงงานต่างด้าว * ปี 2551 ; จัดทำสำมะโนประชากรและเคหะทดลอง พ.ศ. 2551 (จ.พิษณุโลก) เพื่อทดสอบวิธีการปฎิบัติงานทุกขั้นตอน เช่น เจ้าหน้าที่เก็บข้อมูล วิธีการเก็บข้อมูล แบบสอบถาม การประมวลผล วิธีการอบรม การประสานงาน เป็นต้น และนำปัญหาที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขในการทำสำมะโนจริง ปี 2553 * ปี 2552 ; จัดทำสำมะโนประชากรและเคหะทดลอง พ.ศ. 2552 (กรุงเทพฯ) เพื่อทดลองการเก็บข้อมูลในเมืองใหญ่ด้วยวิธีต่างๆ (เช่น การสัมภาษณ์ การใช้ Internet) การบริหารจัดการงานสนามในพื้นที่พิเศษ (เช่น หมู่บ้านจัดสรร คอนโนมิเนียม) และเป็นการทดลองสื่อการอบรมใหม่ (DVD) ปี 2553-2554 ; จัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553 - อบรมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเก็บรวบรวมข้อมูล - เก็บรวบรวมข้อมูล (งานสนาม) ทุกจังหวัดทั่วประเทศในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553 - การสำรวจภายหลังการแจงนับ Post Enumeration Survey (PES) - ประมวลผลข้อมูล ในรูปตารางสถิติ - จัดทำรายงานผลเบื้องต้น (จากแบบนับจด) - จัดทำรายงานผลล่วงหน้า (จากแบบแจงนับ 2 %) - จัดทำรายงานผลฉบับสมบูรณ์ (จากแบบแจงนับ 100 %) - จัดทำรายงานการวิเคราะห์เฉพาะเรื่อง

การประมวลผลข้อมูล

      ทำการ Scan แบบสอบถามด้วยระบบ ICR (Intelligence Character Recognition) ที่สำนักงานสถิติจังหวัด

การเสนอผลและการเผยแพร่

      การเสนอผล สำมะโนประชากรเคหะ พ.ศ. 2553 เสนอผลดังนี้ 1) รายงานผลเบื้องต้น ประมวลผลจากแบบนับจด เพื่อเสนอผลในระดับจังหวัด (76 ฉบับ) และทั่วราชอาณาจักร (1 ฉบับ) 2) รายงานผลล่วงหน้า ประมวลผลจากแบบแจงนับของครัวเรือนตัวอย่าง ร้อยละ 2 เพื่อเสนอผลในระดับภาคและทั่วราชอาณาจักร (1 ฉบับ) 3) รายงานผลฉบับสมบูรณ์ ประมวลผลจากแบบแจงนับของครัวเรือนทั้งหมด เพื่อเสนอผลในระดับจังหวัด (76 ฉบับ) ระดับภาค (4 ฉบับ) และทั่วราชอาณาจักร (1 ฉบับ) 4) รายงานเชิงวิเคราะห์ ร่วมกับสถาบันการศึกษา ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในเรื่องที่สำคัญและสอดคล้องกับความต้องการที่จะใช้ในการวางแผน เช่น การย้ายถิ่น ภาวะเจริญพันธุ์ การเผยแพร่ข้อมูล ข้อมูลสำมะโนฯ ที่ได้จะเผยแพร่ ดังนี้ 1) ในรูปเอกสารรายงาน แผ่นพับ Diskette, CD-ROM 2) Internet, Web Publication 3) Data Warehouse 4) Census Info 5) ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS)

โจทย์ท้าทายสำหรับการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ

      ในการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553 นี้ มีเป้าหมายที่สำคัญคือ “ การนับคนให้ครบใน สปค.2553 ” เนื่องจากปัจจุบันสังคมมีความเป็นอยู่ที่หลากหลาย ที่อยู่อาศัยมีความซับซ้อนมากขึ้น คนมีความเป็นส่วนตัวสูง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีน้อยลง มิจฉาชีพมีมากขึ้น ความไว้วางวางใจน้อยลง ดังนั้น เพื่อให้การจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553 บรรลุตามเป้าหมาย จึงต้องอาศัยความร่วมมือในทุกภาคส่วน (ภาครัฐ เอกชน และประชาชน) ในฐานะที่เป็นเจ้าของข้อมูล ซึ่งมีการใช้ประโยชน์ข้อมูลร่วมกัน การช่วยกันประชาสัมพันธ์ และต้องตระหนักว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน

นวัตกรรมใหม่ของการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ

      ทุกครั้งที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแห่งชาติจะรับผิดชอบดำเนินโครงการเบ็ดเสร็จภายในหน่วยงาน แต่การทำสำมะโนประชากรและเคหะ ปี 2553 ครั้งนี้ นักงานสถิติแห่งชาติได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาใช้ การสร้างพันธมิตรกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และทรัพยากรในการจัดทำโครงการโดยได้ ลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับ 10 พันธมิตร คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด กรุงเทพมหานคร และมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เพื่อมาร่วมกันทำสำมะโนประชากรและเคหะ ตลอดจนร่วมกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เช่น สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และองค์กรระหว่างประเทศ เช่น World Bank, United Nations Population Fund (UNFPA), International Organization for Migration (IOM) ในการร่วมกันศึกษาวิธีการจัดทำสำมะโนประชากรให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลประชากรต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากจากหน่วยงานต่าง ๆ และสำมะโนประชากรและเคหะนับเป็นแหล่งข้อมูลเดียวที่จะให้ข้อมูลเรื่องนี้ได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติยังคำนึงถึงความสำคัญของประชาชนซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูล จึงได้ปรับกลยุทธ์ โดยเน้นการสร้างความเข้าใจให้ประชาชนเห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ภายใต้โครงการ “สร้างเครือข่ายภาคประชาชน” แทนการใช้กฎหมายบังคับ (ตาม พ.ร.บ.สถิติ 2550) ให้ประชาชนต้องตอบคำถามอย่างไม่เต็มใจ โดยจัดประชุมเครือข่ายภาคประชาชนไปแล้ว 1,900 ชุมชน รวมทั้งจัดประชุมเครือข่ายอาคารสูงใน กทม. และในส่วนภูมิภาคที่จังหวัดพิษณุโลก สำหรับจังหวัดอื่นจะได้ทยอยสร้างเครือข่ายต่อไปให้ครบก่อนการทำสำมะโนจริงในปี 2553 สำนักงานสถิติแห่งชาติ ยังได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ อีกมาก เช่น สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนหน่วยงานของรัฐและเอกชนต่างๆ โดยสภาหอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะช่วยทำความเข้าใจกับเจ้าของสถานประกอบการในการให้ความร่วมมืออนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บข้อมูลในโรงงาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกระทรวงแรงงาน จะช่วยอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานในพื้นที่และให้ข้อมูลเบื้องต้นเพื่อเป็นฐานข้อมูลแก่สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ นอกจากนี้หน่วยงานเอกชนก็จะช่วยในการประชาสัมพันธ์งานสำมะโนให้แพร่หลายครอบคลุมทุกพื้นที่ ทุกกลุ่มประชากรได้ เป็นต้น นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ยังได้กำหนดทางเลือกในการให้ข้อมูลที่หลากหลาย เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ให้ข้อมูล เช่น เลือกว่าจะให้สำนักงานสถิติแห่งชาติส่งพนักงานไปสัมภาษณ์ที่บ้านหรือจะให้ข้อมูลผ่านทาง Internet หรือจะให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ เป็นต้น จากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการดำเนินโครงการดังกล่าวข้างต้น เชื่อว่าจะทำให้สำมะโนประชากรและเคหะครั้งนี้ ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์เป็นเข็มทิศที่เที่ยงตรงที่หน่วยงานภาครัฐจะได้นำไปใช้ประโยชน์ได้ตรงเป้า ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็คือประชาชนนั่นเอง

​​​​​

​​​​​​​​​​