การเปลี่ยนผ่านด้านรายได้และชั่วโมงการทำงาน

51 บทที่ 5 สรุปผล การศึกษาการเปลี่ยนผ่านของสถานภาพแรงงาน รายได้ของลูกจ้าง ชั่วโมงการทำงานของผู้มีงานทำ และรูปแบบการทำงานเต็มเวลาและไม่เต็มเวลาในช่วงปี 2559 – 2568 สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดแรงงานไทย มีลักษณะที่แรงงานส่วนใหญ่มีงานทำอย่างต่อเนื่องระหว่างสองไตรมาส ขณะเดียวกัน รายได้ของลูกจ้าง ส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นระหว่างคู่ไตรมาส และผู้มีงานทำส่วนใหญ่ที่ทำงานเต็มเวลาในไตรมาสแรก ยั งคงทำงานเต็ มเวลาในไตรมาสถั ดไป แม้ ในบางคู่ ไตรมาส โดยเฉพาะช่ วงสถานการณ์ โควิ ด - 19 จะเกิดความผันผวนด้านรายได้และชั่วโมงการทำงานในระดับที่สูงขึ้นก็ตาม ในมิติของสถานภาพแรงงาน พบว่าแรงงานส่วนใหญ่ยังคงอยู่ ในสถานการณ์มีงานทำระหว่าง สองไตรมาสติดต่อกัน ขณะที่ การเปลี่ ยนผ่านระหว่ างสถานะเกิดขึ้ นในสัดส่วนที่ ต่ำกว่ า โดยเฉพาะ การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สถานะว่างงานซึ่งมีความผันผวนมากกว่าสถานะอื่น สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของ การมีงานทำของแรงงานไทยในภาพรวมตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ในมิติของรายได้ของลูกจ้าง อัตราส่วนรายได้ส่วนใหญ่มีค่ามากกว่า 1 ตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา รายได้เฉลี่ยของลูกจ้างส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าไปยังไตรมาสถัดไป แม้จะมีบางคู่ไตรมาส โดยเฉพาะในปี 2563 ที่รายได้เฉลี่ยปรับลดลงตามภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์โควิด- 19 อย่างไรก็ตาม หลังจากช่วงดังกล่าว รายได้ของลูกจ้างส่วนใหญ่กลับมามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด ด้านอุปทานแรงงาน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของค่าจ้างมีผลต่อแรงจูงใจในการทำงานและการจัดสรร เวลาในการทำงานของแรงงาน ซึ่งส่งผลต่อระดับรายได้ระหว่างคู่ไตรมาส ในมิติของชั่วโมงการทำงาน พบว่าจำนวนชั่วโมงการทำงานของผู้มีงานทำต่อเนื่องสองไตรมาส มีทั้ งช่ วงที่ เพิ่ มขึ้ นและลดลงในแต่ละคู่ ไตรมาส โดยในช่ วงต้นปี (คู่ ไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2) จำนวนชั่วโมงการทำงานส่วนใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ช่วงกลางปี (คู่ไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3) มีลักษณะผันผวน และช่ วงปลายปี (คู่ ไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4) ส่ วนใหญ่มีแนวโน้มปรับลดลง เมื่อพิจารณาตามการจำแนก (เพศ เขตการปกครอง กลุ่มอายุ และระดับการศึกษา) พบว่า แม้รูปแบบ การเปลี่ยนแปลงโดยรวมจะมีลักษณะใกล้เคียงกัน แต่บางกลุ่มมีการเปลี่ยนแปลงของจำนวนชั่วโมงการทำงาน สูงกว่ากลุ่มอื่นในบางคู่ไตรมาส โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด- 19 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแรงงานแต่ละกลุ่ม มีข้อจำกัดและเงื่อนไขด้านการทำงานที่แตกต่างกัน ส่งผลให้มีการปรับจำนวนชั่วโมงการทำงานแตกต่างกัน ตามภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในแต่ละช่วง ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดการจัดสรรเวลาระหว่าง การทำงานและการพักผ่อน ( Work-Leisure Decision) ในมิติของรูปแบบการทำงานเต็มเวลาและไม่เต็มเวลา พบว่า การเปลี่ยนผ่านระหว่างสองรูปแบบ มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของจำนวนชั่วโมงการทำงานอย่างชัดเจน โดยผู้มีงานทำที่ยังคงทำงาน เต็มเวลาในทั้งสองไตรมาส มีการเปลี่ยนแปลงของจำนวนชั่วโมงการทำงานในระดับต่ำ ขณะที่ผู้ที่เปลี่ยนจาก การทำงานเต็มเวลาไปเป็นไม่เต็มเวลา มีจำนวนชั่ วโมงการทำงานลดลง ในระดับที่สูงกว่ากลุ่มอื่น และ ผู้ที่เปลี่ยนจากการทำงานไม่เต็มเวลาไปเป็นเต็มเวลา มีจำนวนชั่วโมงการทำงานเพิ่มขึ้นในระดับสูงกว่ากลุ่มอื่น เช่ นเดี ยวกั น ส่ วนผู้ ที่ ยั งคงทำงานไม่ เต็ มเวลา ในทั้ งสองไตรมาส พบว่ ามี การเปลี่ ยนแปลงของ จำนวนชั่ วโมงการทำงานในระดับต่ำ ซึ่ งยังไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ ยนรูปแบบการทำงาน นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ยังสะท้อนให้เห็นว่า ผู้มีงานทำแต่ละกลุ่มมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน โดยผู้มีงานทำ กลุ่มอายุ 25 – 54 ปี และผู้มีงานทำระดับอุดมศึกษา มีรูปแบบการทำงานเต็มเวลาในทั้งสองไตรมาสมากกว่า กลุ่มอื่น ขณะที่ผู้มีงานทำกลุ่มอายุ 55 – 64 ปี กลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้มีงานทำที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่า ประถมศึกษา มีรูปแบบการทำงานไม่เต็มเวลาในทั้งสองไตรมาสและมีความผันผวนด้านชั่วโมงการทำงา น

RkJQdWJsaXNoZXIy MTA3NzA0Nw==