ความยากจนแฝงของครัวเรือน พ.ศ. 2567

ความยากจนแฝงของครัวเรือน พ.ศ. 2567 79 บทที่ 4 การจำ �ลองสถานการณ์ จากผลการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกส์ทวิภาค (Binary Logistic Regression) พบว่า การมีเด็กวัยเรียนอายุ 6–15 ปี ที่ไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียน เป็นปัจจัยที่่ีอิทธิพลต่อ การเป็นครัวเรือนยากจนแฝงด้านอาหาร (ประเภทที่ 2) มากทีุ่่ด โดยครัวเรือนที่่ีเด็กหลุดออก จากระบบการศึกษาอย่างน้อย 1 คน มีโอกาสเป็นครัวเรือนยากจนแฝงด้านอาหารสูงกว่า ครัวเรือนที่เด็กทุกคนยังคงอยู่ในระบบการศึกษาประมาณ 3.15 เท่า จากผลการศึกษา ดังกล่าว จึงได้จำลองสถานการณ์ภายใต้สมมติฐานว่า ภาครัฐสามารถลดจำนวนเด็กหลุดออก จากระบบการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การติดตามเด็กตกหล่น รายบุคคล การสนับสนุนทุนการศึกษา การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายทางการศึกษา การจัด การศึกษาที่่ืดหยุ่นสำหรับเด็กกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ปกครอง ส่งบุตรหลานเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว คาดว่าความเสี่ยงในการตกเป็นครัวเรือนยากจนแฝง ด้านอาหารจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) และเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ในอนาคต การที่เด็กยังคงอยู่ในระบบการศึกษาจะช่วยเพิ่มทักษะ ความรู้ และศักยภาพในการเข้าสู่ ตลาดแรงงานที่่ีผลิตภาพสูงขึ้น ส่งผลให้ครัวเรือนมีโอกาสหลุดพ้นจากวงจรความยากจน ได้มากขึ้นในระยะยาว นอกจากนี้ การที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามักสะท้อนถึง ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจของครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นภาระค่าใช้จ่าย ความจำเป็นในการออกมา ช่วยทำงานหารายได้ หรือข้อจำกัดในการเข้าถึงสถานศึกษา ดังนั้น มาตรการที่่่วยให้เด็ก สามารถศึกษาต่อได้อย่างต่อเนื่อง จึงไม่เพียงแต่เป็นการลงทุนด้านการศึกษาเท่านั้น แต่ยัง เป็นมาตรการป้องกันความยากจนข้ามรุ่น (Intergenerational Poverty) ที่สำคัญอีกด้วย

RkJQdWJsaXNoZXIy MTA3NzA0Nw==