การเปลี่ยนผ่านด้านรายได้และชั่วโมงการทำงาน

2 พ.ศ. 2567 อัตราดังกล่าวคงอยู่ที่ระดับ ร้อยละ 68.3 การลดลงนี้ส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อกำลังแรงงาน แม้ในมิติการจ้ างงานประเทศไทยมีอัตราการว่ างงานที่ ต่ ำเมื่ อเทียบกับประเทศอื่ น อย่ างไรก็ ตาม ตัวเลขการว่างงานระดับต่ำไม่สามารถสะท้อนภาพรวมความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ทั้ งหมด เนื่องจาก โครงสร้างแรงงานยังมีสัดส่วนแรงงานนอกระบบและแรงงานที่มีความเปราะบางในระดับสูง ซึ่งมักเข้าไม่ถึง ระบบสวัสดิการและมีโอกาสได้รับผลกระทบต่อภาวะผันผวนทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดของตัวชี้วัดสถานะแรงงานในการสะท้อนคุณภาพงาน เนื่องจาก ตัวชี้วัดในการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ( LFS) จะจำแนกสถานะบุคคลออกเป็น “มีงานทำ” “ว่างงาน” และ “นอกกำลังแรงงาน” ซึ่ งช่วยอธิบายภาพรวมของการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานได้ดี แต่ไม่สะท้อนความแตกต่างของคุณภาพการจ้างงานภายในกลุ่มผู้ที่มีงานทำได้ โดยบุคคลที่ถูกจัดอยู่ในสถานะ “มีงานทำ” อาจมีเงื่อนไขการทำงานที่แตกต่างกันอย่างมาก ทั้งในด้านระดับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และ ความมั่นคงของงาน ดังนั้นการวิเคราะห์ที่พิจารณาเฉพาะการเปลี่ยนผ่านของสถานะแรงงาน จึงอาจมองไม่เห็น การปรับตัวภายในตลาดแรงงานที่เกิดขึ้นผ่านคุณภาพงาน จึงมีความจำเป็นในการพิจารณาค่าจ้างและ ชั่วโมงการทำงานควบคู่กับสถานะการมีงานทำ โดยเฉพาะในบริบทของตลาดแรงงานที่อัตราการว่างงานอยู่ใน ระดับต่ำ ผลกระทบทางเศรษฐกิจมักไม่แสดงผ่านการว่างงานโดยตรง แต่สะท้อนผ่านการปรับค่าจ้างและ ชั่วโมงการทำงานแทน 1. 1.3 นโยบายสาธารณะ นโยบายสาธารณะมีความสำคัญในการกำหนดทิศทางและโครงสร้างของตลาดแรงงาน ทั้งในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์และการสร้างหลักประกันทางสังคม อย่างไรก็ตาม การเผชิญปัญหาด้านการผลิต แรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ ส่งผลให้เกิดภาวะแรงงานล้นตลาดในบางสาขาและ ขาดแคลนแรงงานในสาขาที่ ใช้ทักษะสูง เช่น สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล สาขาวิศวกรรม สาขาการแพทย์และสุขภาวะผู้สูงอายุ เป็นต้น ซึ่งเป็นปัจจัยให้ค่าจ้างเริ่มต้นไม่เติบโตเท่าที่ควร ในขณะเดียวกัน ระบบคุ้มครองทางสังคมผ่านกองทุนประกันสังคมยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มแรงงานในระบบ ทำให้เกิด ข้อจำกัดต่อกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นกลุ่มใหญ่ในตลาดแรงงาน โดยจากการสำรวจแรงงานนอกระบบ พบว่าปี 2568 มีจำนวนถึง 20.9 ล้านคน หรือคิดเป็น ร้อยละ 52.4 ของแรงงานทั้งหมด แรงงานกลุ่มนี้ มักไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน ความมั่นคงในการจ้างงาน เข้าไม่ถึงสวัสดิการ และขาดอำนาจต่อรอง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะความพยายามในการยกระดับรายได้และคุณภาพชี วิ ตของแรงงาน ท่ามกลางบริบทของ การเปลี่ยนผ่านจากระบบการผลิตที่พึ่งพาแรงงานราคาถูก ไปสู่ ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทักษะ ผลิตภาพ และมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น รัฐบาลจึงได้กำหนดกรอบนโยบายระยะยาวผ่านแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และ 13 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มรายได้ ประชากร ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของแรงงาน นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักของรัฐในการยกระดับรายได้แรงงาน โดยในช่วงปี 2556–2559 ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ซึ่งมี เป้าหมายเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและยกระดับมาตรฐานการครองชีพของแรงงาน อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากนั้น รัฐได้ปรับแนวทางไปสู่ระบบการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำแบบจำแนกตามรายจังหวัด ดังเช่นก่อนปี 2556 เพื่อให้ สอดคล้องกับความแตกต่างด้านค่าครองชีพ โครงสร้างเศรษฐกิจ และศักยภาพการผลิตของแต่ละพื้นที่

RkJQdWJsaXNoZXIy MTA3NzA0Nw==