การเปลี่ยนผ่านด้านรายได้และชั่วโมงการทำงาน
8 2.1.2.2 อุปสงค์แรงงาน การเปลี่ยนแปลงของอัตราค่าจ้างส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณความต้องการ แรงงานหรือจำนวนชั่วโมงการทำงานรวมที่หน่วยผลิตต้องการ หากอัตราค่าจ้างในตลาดปรับตัวสูงขึ้น อุปสงค์ แรงงานจะปรับตัวลดลงผ่านกลไก ดังนี้ - ผลกระทบเชิงขนาด ( Scale Effect) ค่าจ้างที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อราคาสูงขึ้นผู้บริโภคจะซื้อน้อยลง ภาคผลิตจึงต้องลดขนาดการผลิต และการจ้างงานลง - ผลกระทบจากการทดแทน ( Substitution Effect) เมื่อค่าจ้างเพิ่มขึ้น นายจ้าง จะมีแรงจูงใจในการลดต้นทุนโดยหันไปใช้เทคโนโลยีที่เน้นใช้ทุน (เครื่องจักร) มากขึ้น และนำมาใช้ทดแทน แรงงานในกระบวนการผลิต ทำให้ความต้องการจ้างงานลดลง 2.1.2.3 รูปแบบการจัดสรรชั่วโมงทำงาน กลไกตลาดแรงงานยังเป็นตัวกำหนดรูปแบบการจ้างงานที่หน่วยผลิตเสนอให้แก่ แรงงาน ซึ่งแบ่งออกเป็นการจ้างงานเต็มเวลา ( Full-time Employment) และการจ้างงานไม่เต็มเวลา ( Part-time Employment) โดยทั้งสองรูปแบบสะท้อนถึงแรงจูงใจและข้อจำกัดที่แตกต่างกันของทั้งด้าน อุปสงค์และอุปทานแรงงาน ดังนี้ - มิติด้านอุปสงค์แรงงาน (หน่วยผลิต): ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แรงงาน การตัดสินใจของ นายจ้างเกี่ยวกับรูปแบบชั่วโมงการทำงานได้รับอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญจากโครงสร้างต้นทุนแรงงาน โดยเฉพาะ ต้นทุนกึ่งคงที่ของแรงงาน ( Quasi-fixed Costs of Labor) ได้แก่ ต้นทุนการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร ค่าใช้จ่าย ด้านการฝึกอบรม และสวัสดิการที่ผูกติดกับจำนวนพนักงาน (เช่น ประกันสุขภาพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ต้นทุนเหล่านี้เป็นภาระที่เกิดขึ้นต่อจำนวนคนมากกว่าต่อจำนวนชั่วโมงที่ทำงาน นายจ้างในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ จึงมีแรงจูงใจที่จะจ้างพนักงานจำนวนน้อยลงแต่ให้ทำงานชั่วโมงมากขึ้น มักเสนอการจ้างงานแบบเต็มเวลา เพื่อกระจายต้นทุนให้คุ้มค่าที่สุด อย่างไรก็ตามในภาคอุตสาหกรรมที่มีความผันผวนของอุปสงค์สูง โดยเฉพาะ ภาคบริการ นายจ้างจะใช้การจ้างงานไม่เต็มเวลา เพื่อสร้างความยืดหยุ่นเชิงปริมาณ ( Numerical Flexibility ) ให้สามารถปรับลดหรือเพิ่มชั่วโมงแรงงานให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดได้อย่างรวดเร็ว - มิติด้านอุปทานแรงงาน (แรงงาน): การตัดสินใจเข้าสู่การทำงานไม่เต็มเวลาของ แรงงาน เกิดจากการแสวงหาอรรถประโยชน์สู งสุดภายใต้ข้อจำกัดด้ านเวลา บุคคลจะกำหนดปริ มาณ ชั่ วโมงการทำงานที่ เหมาะสมโดยพิ จารณาจากอั ตราค่ าจ้ างตลาดเปรี ยบเที ยบกั บมู ลค่ าที่ ตนให้ กับ เวลานอกตลาดแรงงาน ( Value of Non-market Time) ทั้ งนี้ ในทางเศรษฐศาสตร์แรงงานมีกลไกสำคัญคือ ค่ าจ้ างสงวน ( Reservation Wage) ซึ่ งหมายถึ ง อั ตราค่ าจ้ างขั้ นต่ ำสุ ดที่ จะสามารถจู งใจให้บุ คคลหนึ่ง ยอมสละเวลาส่วนตัวเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน บุคคลที่มีมูลค่าของเวลานอกตลาดแรงงานสูง ( High value of non-market time) เช่น นักศึกษา ผู้มีภาระหน้าที่ในการดูแลครอบครัว หรือผู้สูงอายุ จะมีระดับค่าจ้างสงวนที่ สูงตามไปด้วย ส่งผลให้อัตราค่าจ้างที่นายจ้างเสนอในตลาดสำหรับการทำงานเต็มเวลา ( Full-time) อาจไม่สูง เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนค่าเสียโอกาสของเวลาที่ต้องสูญเสียไปทั้งหมดได้ จึงตัดสินใจเลือกทำงานไม่เต็มเวลา ( Part-time) แทน ซึ่งให้ความยืดหยุ่นในการจัดสรรเวลาและตอบสนองต่อข้อจำกัดส่วนบุคคลได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่ มที่ เรียกว่ า ผู้ ทำงานไม่ เต็มเวลา โดยไม่สมัครใจ ( Involuntary Part-time Workers) ซึ่ งเผชิญกับ ภาวะการทำงานต่ำกว่าระดับด้านเวลา ( Time-related Underemployment) เนื่องจากไม่สามารถหางานเต็มเวลา ได้จากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ
Made with FlippingBook
RkJQdWJsaXNoZXIy MTA3NzA0Nw==