ข่าวจากหน่วยงานภายนอก

0

หน้าแรก / RSS Feed for Statistics / ข่าวจากหน่วยงานภายนอก

บาดแผลแม่พลทหาร ‘วรปรัชญ์’ ฝันอยากเป็นรั้วของชาติ การสู้ยิบตาในศาลของแม่ค้าที่เสียลูกชาย

บาดแผลแม่พลทหาร ‘วรปรัชญ์’ ฝันอยากเป็นรั้วของชาติ การสู้ยิบตาในศาลของแม่ค้าที่เสียลูกชาย

Pazzle

“ก็เป็นลูกตาสีตาสาแหละที่โดน” 

“เราเป็นแม่ค้า พ่อเขาเป็นประชาชนทั่วไป…ถ้าวันนี้น้องเป็นลูกนายพัน หลานนายพล อยากจะย้อนถามกลับไปว่าน้องจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหม คุณจะมีการใช้ความรุนแรงแบบนี้ไหม ถ้าเขาเป็นลูกนายพัน หลานนายพล ไม่ต้องฝึกเลย ผ่านเลย แบบนี้หรือป่าว”

แม่ของ ‘ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์’ หรือ วรปรัชญ์ พัดมาสกุล ตั้งคำถามที่คาใจต่อระบบการฝึกทหารใหม่ของกองทัพ 

โสภาพรรณ พัดมาสกุล สูญเสียลูกชายคนโตของเธอไปเมื่อปี 2567 หลังเข้ารับการเกณฑ์ทหารที่ค่ายนวมินทร์  จ.ชลบุรี ได้ไม่ถึง 3 เดือน แพทย์ระบุว่า วรปรัชญ์ วัย 18 ปีเสียชีวิตจากอาการสมองบวม ซี่โครงหัก 2 ข้าง ปอดฉีก ปอดรั่ว ไหปลาร้าหัก และกระดูกสันหลังหัก บาดแผลเหล่านี้แสดงถึงอาการบาดเจ็บจากการถูกซ้อมทรมานไปทุกส่วนของร่างกาย เพียงแค่มันถูกเรียกว่า ‘ซ่อมวินัย’ จากคนในค่าย ไม่ใช่ซ้อมทรมาน

หลังการจากไปของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ โสภาพรรณสติหลุดไปชั่วขณะ เธอไม่อาจยอมรับได้กับสิ่งที่ลูกชายของเธอถูกกระทำอย่างโหดร้าย ก่อนที่เธอจะกรอบตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อต่อสู้คดีเรียกร้องความยุติธรรมให้กับลูกชายคนโตของเธอที่ไม่สามารถพูดอะไรได้อีกต่อไป 

โสภาพรรณไล่หาหลักฐานจากทุกทิศทุกทาง เธอไล่ย้อนดูข้อความในโทรศัพท์ลูกชายซ้ำๆ เพื่อหาร่องรอยหลักฐานที่ลูกชายอาจทิ้งไว้ ดิ้นรนฟ้องคดีต่อครูฝึก 2 คน และพลทหารรุ่นพี่ที่เป็นผู้ช่วยครูฝึกอีก 11 คน โดยอาศัยช่องทางของกฎหมายซ้อมทรมานฯ (พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565) 

วันที่ 27 พ.ค.2568 ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 มีคำพิพากษาตัดสินจำคุกครูฝึกคนที่ 1 ที่ทำร้ายร่างกายและอยู่กับทหารเกณฑ์วรปรัชญ์เป็นคนสุดท้าย 20 ปี ครูฝึกคนที่ 2 จำคุก 15 ปี พลทหารรุ่นพี่ 11 คน จำคุกคนละ10 ปี 

นับเป็นคดีแรกที่ศาลมีคำพิพากษาออกมาหลังจาก พ.ร.บ.ซ้อมทรมานฯ บังคับใช้

โสภาพรรณ พัดมาสกุล แม่ของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์

ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ หรือ วรปรัชญ์ พัดมาสกุล

แม่ของวรปรัชญ์บอกว่า ตอนนี้คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ของทั้งฝั่งของโจทก์และจำเลย แม้โทษทัณฑ์ที่ศาลตัดสินจะสูง แต่เธอในฐานะโจทก์ร่วมยังคงเดินหน้าอุทธรณ์คดีต่อไปเพื่อให้แน่นใจว่าครูฝึกที่มีส่วนทำให้ลูกชายของเธอบาดเจ็บและเสียชีวิตจะได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต ไม่ได้รับการอภัยโทษไม่ว่ากรณีใดๆ เธอไม่ต้องการเห็นคนผิดติดคุกเพียงไม่กี่ปีแล้วถูกปล่อยตัวออกมาแบบที่มีให้เห็นได้ในคดีอื่น สำหรับโสภาพรรณติดคุกคือต้องติดคุกจริงๆ 

“ถ้าเราไม่ได้มองเด็กน้อยพลทหาร เรามองที่นายสิบที่รับราชการกินเงินเดือน กินภาษีของประชาชน ตรงนี้เพดานโทษสูงสุดของตัว พ.ร.บ. ซ้อมทรมานฯ คือตลอดชีวิต คำว่าตลอดชีวิต เราจะทำอย่างไรว่าตลอดชีวิตต้องตลอดชีวิตจริงๆ จะต้องไม่มีการอภัยโทษ ตลอดชีวิตของคุณจะต้องอยู่หลังกำแพงสูงเท่านั้น จะต้องไม่มีการลดหย่อนโทษ จะต้องไม่มีการปรับชั้นยศในราชทัณฑ์ให้เป็นักโทษชั้นดี …ไม่ใช่ติดจริงแค่ 5 ปี 8 ปี แล้วออกมา สิ่งที่ตามมาคือ พยานเดือดร้อน ตัวโจทก์เดือดร้อน สิ่งที่ตามมาอาจจะกลายเป็นอาชญากรรมอีกก็ได้”

สำหรับพลทหารรุ่นพี่อีก 11 คน โสภาพรรณไม่ได้คัดค้านอุทธรณ์ของพวกเขาเหมือนที่คัดค้านอุทธรณ์ของครูฝึกทั้ง 2 คน กลับกันเธอเขียนคำแถลงให้พลทหารรุ่นพี่ได้พูดในสิ่งที่อยากพูดมากขึ้น เพื่อพิสูจน์เจตนาและการกระทำของตัวเองได้เพิ่มขึ้น 

“สำหรับพลทหารรุ่นพี่ เรากำลังทำคำแถลงให้เขาได้พูด เป็นคำแถลงในฐานะโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเราทำเองไปฉบับหนึ่งแล้ว เพราะว่าเราเห็นการให้การต่างไปในชั้นศาลของพลทหารที่ 3-13 มีอยู่ประมาณ 5-6 คนที่ให้การต่างในชั้นศาล เราก็ต้องทำคำแถลงเพิ่มเพื่อทำให้เด็กมีโอกาสได้พูดในชั้นอุทธรณ์ เราอยากทำให้เด็กมีโอกาสได้พูดความจริงในสิ่งที่เขาไม่ได้กล้าพูดในศาลชั้นต้น เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ คนที่อยู่ในเหตุการณ์คือพวกเขา”

ในฐานะแม่ที่เสียลูกชายจากเหตุการณ์นี้ เธอไม่อาจขอลดโทษให้ใครได้ลง แต่โสภาพรรณพยายามจะให้โอกาสกับบางคนที่เธอคิดว่าพอจะให้ได้ และในเรื่องที่เกี่ยวกับคดีก็ยังไม่จบสิ้น โสภาพรรณกำลังเดินหน้าตั้งฟ้องอีก 2 คดี ทั้งกองทัพและผู้บังคับบัญชา 

“ทำไมเราถึงฟ้องผู้บังคับบัญชา หลักฐานมันชี้ชัดและชี้ให้เห็นว่าน้องมีอาการบาดเจ็บที่ใบหน้า บวมเขียว บวมช้ำ และซี่โครงมีรอยเขียวม่วง ซึ่งตรงนั้นมีการรายงาน แต่ผู้บังคับบัญชาไม่ส่งน้องไปหาหมอตามสิทธิการรักษาหรือตามกระบวนการการรักษาที่ควรจะได้รับ มันเป็นการปล่อยปละละเลย เขาให้น้องพักในห้องเสนารักษ์ ไม่มีการแจ้งผู้ปกครอง น้องไม่สามารถทำภารกิจส่วนตัวได้ ให้เพื่อนดูแล” 

“หนึ่ง เพราะเหตุใดทำไมคุณถึงไม่แจ้งผู้ปกครองให้ทราบว่าเด็กบาดเจ็บ สอง เพราะเหตุใดคุณถึงไม่นำส่งน้องไปโรงพยาบาลที่ควรจะกระทำ เมื่อมีการได้รับบาดเจ็บ สาม ไม่มีการรายงานผู้บังคับบัญชาระดับ ผบ.ร้อย ผบ.พัน เราไม่ได้มองว่า ผบ.ร้อย ผบ.พัน ผิด เราต้องมองแยกไปว่าน้องอยู่ในศูนย์ฝึกทหารใหม่ คนที่มีอำนาจสูงสุดคือผู้ฝึก ผู้ช่วยผู้ฝึก ที่มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ ทำไมคุณถึงไม่รายงาน  ทำไมคุณถึงไม่แจ้ง เพื่อทำการระงับเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น”

“ในไลน์กลุ่มผู้ปกครอง เขาจะลงรูปให้ดู แต่ตอนนั้น 2-3 อาทิตย์แล้ว เด็กคนอื่นได้คุยกับผู้ปกครองหมด แต่น้องเน (ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์) ไม่ได้คุย พี่ก็เลยลองไลน์ไป เงียบ เราสังหรณ์ใจ แต่ว่าเราไม่คิดว่าน้องจะเจ็บหนักขนาดนี้” 

“วันที่เยี่ยมญาติ น้องผอมไป และคำพูดของเขาน้องเน ซึ่งเป็นเด็กขี้อ้อน เด็กไม่ยอมโต เขาก็จะบอกว่าแม่อย่าทิ้งหนูนะ แม่ต้องมารับหนูกลับบ้าน เพราะเขาจะกลับ open house วันที่ 5 ก.ค.2567  ซึ่งน้องไม่ได้กลับบ้าน เพราะน้องเข้าโรงพยาบาลวันที่ 22 มิ.ย. 2567”

สุดท้ายชื่อของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ ถูกเขียนต่อท้ายด้วยคำว่า “มรณะ” ในวันที่ 2 ส.ค. 2567

  • เดือนพฤศจิกายน 2566 วรปรัชญ์ไปสมัครเป็นเกณฑ์ทหาร แต่ไม่ผ่านการคัดเลือก เนื่องจากมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เกิน วรปรัชญ์กลับไปลดน้ำหนักไป 10 กิโลกรัม และกลับมาสมัครใหม่จนผ่าน

     

  • วันที่ 1 พ.ค. 2567 ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์เข้ารับการฝึกที่ค่ายนวมินทร์ จ.ชลบุรี

     

  • วันที่ 26 พ.ค. 2567 วันพบญาติครั้งแรก ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์มีน้ำหนักตัวลดลงไปอีก 10 กิโลกรัม ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน 

     

  • คืนวันที่ 22 มิ.ย. 2567 แม่ของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ได้รับแจ้งว่าเขามีชีพจรต่ำ ติดเชื้อในกระแสเลือด ให้ครอบครัวรีบไปที่โรงพยาบาลค่ายนวมินทร เมื่อครอบครัวไปถึงพบว่าทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ไม่ได้สติแล้ว ใส่ท่อช่วยหายใจ ร่างกายบวม ผลการตรวจของแพทย์ระบุว่า วรปรัชญ์สมองบวม ซีโครงหักทั้ง 2 ข้าง ปอดฉีก ปอดรั่ว ไหปลาร้าหัก และกระดูกสันหลังหัก

    ครอบครัวสอบถามทางค่ายจนทราบว่าวรปรัชญ์โดนครูฝึกซ่อมวินัย 2 รอบ รอบแรก เขาได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีใครพาไปโรงพยาบาล ให้กินยา รักษาแผลที่ขา ในห้องพยาบาลในค่ายทหารแล้ว รอบที่ 2 ครูฝึกได้ข่าวว่าวรปรัชญ์จะฟ้องผู้พัน แต่ยังไม่มีการฟ้องใดๆ เกิดขึ้น และโดนครูฝึกซ้อมรอบที่ 2 อาการหนักกว่าเก่า และมีการใช้ไม้ตีด้านหลัง

     

  • ตอนซ้อมเพื่อนทหารเกณฑ์ได้ยินเสียงวรปรัชญ์ร้องออกมาจากในห้อง สักพักเสียงก็เงียบหายไป เพื่อนจึงวิ่งออกมาดู เปิดห้องเข้าไปเห็นครูฝึกคนดังกล่าวกำลังปั๊มหัวใจทำ CPR ที่หน้าอก โดยวรปรัชญ์หมดสติหยุดหายใจไปประมาณ 14 นาที แต่ไม่มีการเร่งรีบพาไปส่งโรงพยาบาล รอสักพักใหญ่ๆ จึงได้มีการนำตัวส่งโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลค่ายนวมินทรทำการปั๊มหายใจขึ้นมาและใส่ท่อช่วยหายใจอยู่ได้ 2 คืน จึงได้ส่งตัววรปรัชญ์ไปยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 

    แต่วรปรัชญ์ไม่ฟื้นขึ้นมาและเสียชีวิตในวันที่ 2 ส.ค. 2567

“บาดแผลจากผลผลชันสูตรและที่เราถามหมอ ลักษณะคือบาดแผลบวมแดง ความลึก 3 เซ็น เห็นกระดูก อาการตรงนี้ทำไมคุณถึงไม่นำส่งไปหาหมอ ไปโรงพยาบาล ไม่มีการให้ยาปฏิชีวนะ จะว่าเราจับผิดก็ได้นะ เราแค่มองจุดเล็กๆ แต่เราสงสัย”

“แล้วก็อาการกระดูกหักที่หมอแจ้งจากการทำ MRI กระดูกซี่โครงคนเรา 12 คู่ น้องหักไป 11 คู่ มีรอยเก่า รอยใหม่ กระดูกไหปลาร้า กระดูกสะบัก กระดูกสันหลังระดับทรวงอก  กระดูกสันหลังระดับบั้นเอว แผลมาจากไหน น้องไม่เคยประสบอุบัติเหตุ ไม่เคยมีอาการกระดูกหัก อาการเหล่านี้มาจากไหน”

“คนคนหนึ่งจะทนได้ขนาดไหน เราเลยมองว่ามันไม่ใช่ คุณมองว่าชีวิตคนหนึ่งคนเป็นเพียงสิ่งของหรือที่ระบายอารมณ์ของคุณ” 

“เราก็เลยเลือกที่จะสู้”

จากเด็กที่สมัครไปเป็นทหาร สู่คนที่อยากหนีทหาร 

เส้นทางการเข้าเป็นทหารเกณฑ์ของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ไม่ได้มาจากการจับใบดำใบแดง แต่เขาเต็มใจสมัครเข้ามาเป็นทหารเอง 

ในการรายงานตัวรอบแรก วรปรัชญ์มีน้ำหนักเกิน เขากลับบ้านไปพยายามลดนำ้หนัก จนนำ้หนักตัวหายไป 10 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 2 เดือนครึ่ง และผ่านเข้าเป็นทหารเกณฑ์ในการรายงานตัวรอบ 2 

“เขาเห็นน้าชายเขาเป็นทหาร น้าก็เริ่มจากพลทหาร ไปเรียนนายสิบ สอบขึ้นมาเป็นนายร้อย เขามองว่าอาชีพนี้พ่อแม่เบิกได้ แม่สบาย เป็นอะไรที่มั่นคง ซึ่งตัวเขาเองสามารถทำควบคู่กับกีฬาอีสปอร์ตได้ด้วย เพราะน้องฟอร์มทีมกับเพื่อนเพื่อจะแข่งกีฬาอีสปอร์ตก่อนที่จะไปเป็นทหาร เขาซ่อมคอมได้ ลงโปรแกรมได้ เขาทำได้หมดเลย เขาเรียน ปวช. เรียนคอมพิวเตอร์กราฟิก แต่ดร็อปเรียนไว้ เขาตัดสินใจตรงนี้ เราก็ปล่อย มันเป็นทางเลือกของเขา ไม่บังคับ”

วันที่ 1 พ.ค. 2567 วรปรัชญ์เข้าเป็นทหารเกณฑ์ที่ค่ายนวมินทร์ จังหวัดชลบุรี ผ่านไปไม่ถึงเดือนหลังเข้าฝึกทหารเกณฑ์ วรปรัชญ์บอกกับแม่ในวันเยี่ยมญาติเมื่อวันที่ 26 พ.ค.2567 ว่า เขาไม่อยากเป็นทหารแล้ว

“วันเยี่ยมญาติน้องเนบอกว่า เขาไม่อยากเป็นทหารแล้ว น้องบอกว่า เจ๊ หนูเหนื่อย หนูอยากนอน หนูมีความคิดอยากหนีทหาร ก็เลยถามเขากลับไปว่าทำไมถึงอยากหนี เขาบอกว่าไม่มีอะไรหรอกเจ๊ แต่หนูไม่หนีนะ เพราะมันมีโทษ ถ้าหนูหนีไปแล้วหนูจะต้องรับโทษติดคุก เดี๋ยวเจ๊จะลำบาก” 

คำสรรพนามบ่งบอกความสนิทสนมระหว่างสองแม่ลูก วรปรัชญ์เรียกแม่ว่า ‘เจ๊’ เรียกยายว่า ‘แม่จ๋า’ เขายังเป็นหลานคนแรกที่ยายรักมาก

“เอาจริงๆ ถ้าน้องบอกเราวันเยี่ยมญาติว่าน้องโดนอะไร เราพากลับเลย เดี๋ยวเคลียร์กันทีหลัง แล้วประสานไปทางผู้ใหญ่ให้เขาสอบคนของเขา แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาคุยกัน อย่างน้อยน้องก็ไม่เสียชีวิต แต่น้องไม่ได้บอกเรา ถ้าเรารู้เราพากลับเลย เราไม่สนหรอกว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น เพราะถ้าอยู่ก็ตาย”

 

 

ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ตอนเด็ก

โสภาพรรณเอ่ยถึงเรื่องที่ค้างคาใจเธอมาตลอด ถ้าตอนนั้นเธอรู้สักนิดว่าว่าลูกชายถูกกระทำอย่างไรบ้าง เรื่องราวคงไม่จบเช่นนี้ 

หลังลูกชายจากไปกะทันหัน โสภาพรรณพังมาก เธอนอนไม่หลับอยู่เป็นปี พยายามไม่กินยานอนหลับ จนเข้าปีที่ 2 ของการเสียลูกชาย เธอฝืนต่อไปไม่ไหวต้องยอมกินยานอนหลับและยาปรับอารมณ์

“เรายังเป็นอะไรไม่ได้ เพราะว่าคดียังไม่จบ ถามว่าทุกวันนี้กลัวตายไหม อะไรจะเกิดก็เกิด ตายก็คือตาย ถ้ามองในมุมของแม่ ถ้าพูดแบบเราไม่ได้สนใจกฎหมาย ชีวิตก็แลกด้วยชีวิต ลูกกูตายมึงก็ตาย”

“คนเราความเป็นแม่ที่มีลูก ตอนนี้เราไม่กลัวอะไรแล้ว ไม่กลัวตาย เกิดหนเดียวตายหนเดียว กลัวอะไร แต่เรามองว่าลูกหลานบ้านเราอีก 4 คนที่เป็นผู้ชาย ถ้าใน 4 คนนี้เจอแบบนี้อีก เราจะทำยังไง เราไม่สามารถยอมรับตรงนั้นได้”

 

เมื่อความสูญเสียพา 'แม่' เข้าสู่โลกของกฎหมาย

หนึ่งอย่างที่ชีวิตของโสภาพรรณเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หลังจากที่ลูกชายเสียชีวิต คือ เธอตัวเองเข้าสู่โลกของกฎหมายมากขึ้น ไม่ใช่การไปขึ้นศาลในฐานะแม่ของผู้เสียชีวิต หรือโจทก์ร่วมนั่งมองทนายว่าความเท่านั้น แต่โสภาพรรณจดช็อตโน้ตออกมาทุกครั้งเวลาที่จำเลยให้การ เพื่อเอากลับมานั่งดูว่าจำเลยแต่ละคนให้การแบบไหน ต่างอย่างไร เพื่อทำการวิเคราะห์

โสภาพรรณเรียนรู้การค้นคว้าข้อกฎหมาย การขอคัดถ่ายเอกสารสำนวนจากศาล ซึ่งเธอบอกว่าหมดเงินหลักพันเสมอในแต่ละครั้ง เธอเอาเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ไปซื้อปริ้นท์เตอร์ ซื้อกระดาษ และปริ้นท์เอกสารที่เกี่ยวกับคดีของลูกชายออกมา กระจายเอกสาร หลักพยานหลักฐานต่างๆ ไว้กับคนในครอบครัวที่เธอไว้ใจ ไม่เก็บทุกอย่างไว้คนเดียว 

“ค่าคัดถ่ายเอกสารหน้าละ 3 บาท เราโดนค่าคัดถ่ายเอกสารไปแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท แล้วเอกสารเป็น 100 แผ่นที่เราจะต้องคัดถ่ายพยานหลักฐานของศาลออกมา เพื่อเอามาอ่านประกอบดูว่าเราจะยื่นตรงไหนได้บ้าง ทำอะไรได้บ้าง เพราะถ้าเราไม่คัดถ่ายตรงนั้นออกมา เราก็จะไม่รู้”

“เอกสารเราทำเอง เราทำการคัดถ่ายเอกสารที่ทางศาลให้คัดถ่าย พยานหลักฐาน คำเบิกความ เราจะคัดถ่ายและทำสำเนาไว้ทั้งของเรา และโยนไฟล์ไว้ที่พ่อน้อง โยนไฟล์ไว้สำหรับคนในบ้าน เพราะเราไม่รู้ว่าวันหนึ่งวันใดเราจะไปด้วยแบบไหน”

“เราไม่ได้คล่อง แต่เหตุการณ์มันสอนให้เราต้องแกร่ง แล้วเราก็ต้องหาข้อมูล” 

“ก่อนหน้ามีน้อง ช่วงหนึ่งเราเรียนกฎหมาย พอท้องก็หยุด ไม่ได้เรียนต่อ แต่วันนี้ก็ต้องกลับมาอ่าน แล้วก็จะได้รับคำสอนจากอัยการเจ้าของคดีหลัก ผอ.สำนักงานยุติธรรมที่บอกให้เราค่อยๆ ศึกษา หาข้อมูลให้เราอ่าน เลิกพึ่งพาอย่างเดียว แต่ให้ศึกษาด้วยตัวเอง”

ริสแบนด์สีแดง (สายรัดข้อมือสีแดง) ในหน่วยฝึกทหารใหม่ ใช้เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงกลุ่มเสี่ยงสูงด้านสุขภาพ หรือมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูงมาก หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ/โรคประจำตัวที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากได้รับความเข้มข้นในการฝึกปกติ

เธอย้ำเสมอว่าตัวเองเป็นแม่ค้าไม่ได้เรียนจบกฎหมาย ความเจ็บใจที่เสียลูกชายบวกกับความยากลำบากในการเข้าถึงพยานหลักฐานในคดี ค่อยๆ ผลักให้เธอเรียนรู้ด้วยตัวเอง หลังจากที่เคยพยายามขอภาพจากกล้องวงจรปิดมาเป็นหลักฐานแล้ว แต่ไม่ได้ 

“กล้องวงจรปิดเราเคยขอ แต่ไม่ได้ ทางค่าย (ทหาร) ให้เหตุผลว่าไม่มี กล้องไม่ถึง” 

โสภาพรรณจึงพยายามสู้คดีด้วยพยานหลักฐานจากช่องทางอื่น

“หลักฐานมีเป็นไม้หน้าสาม ขนาดเมตรยี่สิบ ถ้าจำไม่ผิด ไม้หน้าสามเป็นไม้เนื้อแข็ง ถ้าตีเข้าไปที่ซี่โครงก็หัก แล้วคุณทำทำไม ถ้าเราทำเขาบ้างล่ะ”

“ถ้าขึ้นศาลทหาร เปรียบเทียบกับเคสของน้องเมย (ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหาร) ที่ขึ้นศาลทหาร พ่อกับแม่ไม่สามารถเข้าไปเป็นโจทก์ร่วมได้ แต่ของเราเป็นศาลพลเรือน เราสามารถเข้าไปเป็นโจทก์ร่วมได้ ระหว่างการพิจารณาคดีเรายื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ เรายื่นคลิปวิดีโอเข้าไปในฐานะโจทก์ร่วม แต่ถ้าอัยการเป็นโจทก์คนเดียวเราจะไม่สามารถยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมในระหว่างการพิจารณาคดีได้ เป็นคลิปที่น้องโดนตี แต่ว่าในวันนั้นน้องเจ้าของคลิป (ซึ่งเป็นทหารเกณฑ์ที่ยังไม่ได้ปลดประจำการ) แจ้งว่าเป็นคนอื่น (ไม่ใช่วรปรัชญ์) 

มันเป็นคลิป 2 วินาทีสั้นๆ มันแสดงถึงความโหดร้าย การที่ครูฝึกคนหนึ่งทำเหมือนเด็กพลทหารไม่ใช่คน วัวควายยังไม่ตีขนาดนี้เลย”

แม่ของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์มองว่าการใช้ความรุนแรงที่ครูฝึกกระทำต่อลูกชายเธอ ไม่อาจให้ภัยได้ โดยเฉพาะครูฝึกคนสุดท้ายที่อยู่กับวรปรัชญ์ก่อนเสียชีวิต

“ครูฝึกคนสุดท้ายที่อยู่กับน้องเป็นพลทหารเสนารักษ์ นายสิบเสนารักษ์ เขารู้ว่าน้องเจ็บ เขาไม่ให้น้องเข้าไปพักตามสิทธิในโรงพยาบาล หาว่าน้องสำออย น้องแกล้ง 

“ทำไมคุณไม่แจ้งผู้ปกครอง ทั้งที่คุณก็รู้อยู่แล้วว่าน้าเขาเป็นทหารอยู่ตรงนั้น คุณไม่แจ้งพ่อกับแม่ก็ได้ คุณแจ้งน้าเขามาดู เพื่อประสานกับทางครอบครัว แล้ววันสุดท้ายที่เขาอยู่ เขาไปแตะฟุตซอลหน้ากองร้อย แล้วเขาเตะน้อง กระทืบลิ้นปี่แล้วเตะเข้าสีข้าง น้องร้องโอ๊ย ก่อนที่จะทำ CPR นั่นคือสุดท้าย

“เขาเตะเพราะหาว่าน้องเยี่ยวราด แต่ด้วยความที่น้องเจ็บ น้องลุกไม่ไหว เขาไม่ได้ดู คุณเป็นนายสิบพยาบาลอย่างไง เราก็ไม่เข้าใจเขา กระบวนการทางศาลเขาสู้ทุกอย่าง เราไม่ได้คำตอบอะไรจากเขา"

 

 

 

 

ภาพถ่ายบาดแผลตามร่างกายของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ที่มีผู้ถ่ายไว้ขณะอยู่ในค่ายทหารระหว่างการฝึก 

ร่ายกายมีแผลฟกซ้ำ หน้าตาอิดโรย และหน้าบวมจากร่องรอยการถูกทำร้าย 

“ก่อนเข้าฝึกทหารเกณฑ์วรปรัชญ์เคยอยากขอแม่ลงไปฝึกที่ค่ายในกรุงเทพฯ ด้วยความที่เขาอยากสอบนายสิบแบบน้าชายที่เป็นทหาร แต่น้าแนะนำให้อยู่ค่ายนวมินทร์ เพราะค่ายนี้หน่วยนี้ส่งเสริมเรื่องการเรียนการสอบ และยังอยู่ใกล้บ้าน แม่ไปเยี่ยมได้ แล้วชีวิตของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์จึงจบลงท่ีนี่แบบไม่มีใครคาดคิด “ถ้าวันนี้เขาไม่ได้เสียชีวิต แล้วเขาขึ้นเหล่าที่ตรงกับพวกสื่อสาร เขาจะไปได้ไกลมากกว่านี้

“ถามว่าพอไม่มีเขาลำบากไหม ลำบาก เวลาเราจะทำอะไร จะไปไหน เราก็ต้องห่วงน้อง ห่วงยาย เวลาเราป่วย ปกติเขาก็จะช่วยดูแล พาเราไปหาหมอ หาน้ำให้กิน หาข้าวให้กิน แต่ทุกวันนี้ ไม่มีเขาแล้วก็เคว้ง มีคิดถึง แต่เราต้องดึงตัวเรากลับมาให้ได้ มิฉะนั้นเราก็จะไม่สามารถทำคดีให้เขาได้”

2 ปีผ่านไป หลังจากที่ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ไม่เหลือชีวิตอยู่อีกแล้ว โสภาพรรณที่ยังต้องอยู่ใช้ทุกวันของเธอคิดหาทางเรียกร้องความยุติธรรมให้ลูกชาย ปัจจุบันเธอและลูกสาว (น้องสาวของวรปรัชญ์) มีความคิดที่อยากจะไปลงเรียนกฎหมายอย่างจริงจังที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยกัน 2 คนแม่ลูก วาระการเรียกร้องความยุติธรรมครั้งสุดท้ายให้ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์กลายเป็นเรื่องของทุกคนในบ้านที่ไม่มีใครอยากยอมรับการจากไปอย่างโหดร้ายครั้งนี้

“เราไม่ได้เหมารวมทหารทั้งกองทัพ เราดูเป็นรายบุคคลสำหรับคนที่กระทำ ทุกอย่างมันก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี อยู่ในแวดวงนั้นๆ อยู่แล้ว ทหารจะบอกว่าไม่ดีก็คงไม่ใช่ คนดีก็มี คนไม่ดีเราก็ต้องกำจัดออกไป เพราะว่าพวกนี้คือกากเดนในเครื่องแบบ เราก็ต้องเอากากเดนพวกนี้ออกไปให้หมด ถ้าเรายังเอากากเดนไว้ เรายังอนุรักษ์ตรงนี้ เรายังกลัวเกรงตรงนี้ มันก็อยู่แบบนี้ต่อไป

“การเกณฑ์ทหารไม่ได้น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือการถูกซ้อมทรมานในค่ายทหาร ตรงนี้เขาจะทำอย่างไรในการดูแลพลทหาร คุณบอกว่าพลทหารคือน้องคนเล็กของกองทัพ คือฟันเฟืองของกองทัพ คุณจะทำอย่างไรให้น้องคนเล็กหรือฟันเฟืองของคุณปลอดภัย จะมีการดูแลอย่างไรจากยอดพีระมิดถึงฐานพีระมิด”

 

 

prachatai.com

ทำนองที่คิดถึง-ภาพที่กักขังไม่ได้ หลากศิลปินร่วมแจมงาน ‘คิดถึงอานนท์’

ทำนองที่คิดถึง-ภาพที่กักขังไม่ได้ หลากศิลปินร่วมแจมงาน ‘คิดถึงอานนท์’

Pazzle

วงคุย STORIES OF ARNON คุยเรื่องอานนท์ นำภา  เป็นส่วนหนึ่งของงาน ‘คิดถึงอานนท์’ ที่ iLaw จัดขึ้นเมื่อ 26 กันยายนที่ผ่านมา นอกเหนือจากนั้น ยังมีสารพัดงานศิลปะจากศิลปินรุ่นใหม่หลากหลายแขนง พวกเขามาร่วมแสดงอารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำ และการตีความการต่อสู้ที่ผ่านมา 

RHYTHM OF ARNON: เสียงที่ฟัง ทำนองที่คิดถึง 

มิกกี้ บัง สมาชิกกลุ่มทะลุฟ้า และเป็นลูกความของอานนท์ นำภา ใช้ความสามารถและความชื่นชอบด้านการมิกซ์เพลงเพื่ออานนท์ เขาเล่าว่า เพลงที่เลือกมานั้นค่อนข้างมีความหมายต่อตัวเขา บางเพลงก็เปิดฟังด้วยกันตอนกำลังกินซอยจุ๊ นั่งประชุมงาน หรือนั่งเล่นด้วยกัน เพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงอีสาน แล้วเอามามิกซ์เป็นแนวใหม่ ละตินบ้าง บราซิลบ้าง บางเพลงก็เป็นผลงานของเขาเอง เอามาโชว์ผสมกัน เพื่ออานนท์โดยเฉพาะ ตัวอย่างเพลงที่นำมามิกซ์โชว์ ได้แก่ เพลงตังเก (พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ), Y Que Fue? x โนบรา โนรา, เมียคอยมาคุม (เทพ เทพโพธิ์งาม)

ระหว่างการโชว์การมิกซ์เพลง รอบๆโต๊ะของเขาเต็มไปด้วยของที่สื่อถึงความคิดถึงที่มีต่ออานนท์ นำภา อาทิ ชุดครุยทนาย, หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ คอลัมน์ตัวนำยวดยิ่ง #freeอานนท์, กระเป๋าใบโปรดของอานนท์, ผ้าพันคอ, หนังสือประมวลกฎหมาย และรูปอานนท์ขณะอุ้มลูกในวัยทารก

ระหว่างการถ่ายทอดบทเพลงของมิกกี้ บังจะมีฉายพรีเซนเทชั่นรูปอานนท์ในแต่ละช่วงเวลาประกอบอยู่ด้วย ทั้งขณะรับประทานซอยจุ๊, ขณะปราศรัย, ขณะหลับบนรถ หลังเหนื่อยล้าจากการทำงาน, ขณะอยู่ที่ศาล และโมเมนต์ความทรงจำอื่นๆ ประกอบการเล่นดนตรี แล้วเติมเต็มบรรยากาศชวนผู้ฟังคิดถึงอานนท์ นำภามากยิ่งขึ้นไปอีก

เขารู้จักกับอานนท์ตั้งแต่เริ่มออกมาเคลื่อนไหว ช่วงมหาวิทยาลัย ปี3 ตอนขึ้นปราศรัยมีโอกาสได้ปรึกษากับอานนท์ค่อนข้างเยอะ เขารู้สึกว่าอานนท์เป็นเหมือนพี่ชายคนหนึ่งจริงๆ อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ ชอบให้กำลังใจคนอื่น แม้กระทั่งในตอนที่อานนท์ขึ้นว่าความให้ ก็รู้สึกสบายใจ ทั้งๆ ที่ตัวอานนท์อยู่ในชุดนักโทษ เขามั่นใจขึ้นมากๆ เพราะอานนท์มีเวลาในการอ่านคดีมากขึ้น 

“ณ ตอนนั้น ผมมีคิดอย่างเดียวเลยว่า โอ้ ศาลเป็นเรื่องเลย เพราะคุณกำลังจับขังคนที่มีความรู้อะครับ จากตอนแรกที่เขาอยู่ข้างนอกแล้วต้องใช้ชีวิตปกติทั่วไป ทำนู่นทำนี่  แต่พอไปอยู่ข้างในไม่มีไรทำเลยฮะ อย่างเดียวก็คืออ่านสำนวนของพวกผม ออกมาปุ๊บคล่องเลย อ่านมาแล้ว ท่องมาแล้ว พร้อมเถียงกับศาล” มิกกี้ บัง เล่า

มิกกี้ บัง สมาชิกกลุ่มทะลุฟ้า

IMPRESSION OF ARNON: ภาพจำที่เรือนจำกักขังไม่ได้ 

“ถึงแม้อานนท์จะอยู่ในเรือนจำมานานแล้ว แต่พวกเราก็ไม่มีใครลืมอานนท์เลย” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล ย้ำ ก่อนนำสู่ช่วงศิลปินนำเสนอผลงาน

ภาพวาดใบหน้าอานนท์ โดย มะเดี่ยว ธรรรักษ์ แสงสุวรรณ (มะเดี่ยวศรีหลานยายปริก)

เริ่มต้นจาก มะเดี่ยว ธรรรักษ์ แสงสุวรรณ หรือ มะเดี่ยวศรีหลานยายปริก ศิลปินนักวาดการ์ตูน เล่าเรื่องราวผ่านภาพเขียนและตัวอักษร ก่อนหน้านี้เขาทำงาน pure art มาก่อน และจริงๆ แล้วไม่ได้อยากสนใจการเมืองขนาดนั้น ไม่ได้อยากยุ่ง อยากอยู่แบบสบายๆ มีเงินเยอะๆ แต่เมื่อเห็นเด็กๆ ออกมาประท้วงในม็อบช่วงปี 2563 ก็ทนไม่ไหวและเกรงใจ รู้สึกต้องออกมาทำอะไรสักอย่าง รู้สึกว่ามันหนักขึ้นทุกที ผู้ใหญ่มีอำนาจในมือสามารถคุยกันได้ ประเทศจะได้ไปต่อ

เขาอธิบายภาพ ‘ใบหน้าอานนท์’ ว่า วันนั้นที่ศาลอาญารัชดา อยากจะไปสเก็ตภาพอานนท์เก็บไว้ จำได้ว่าหลายคนมาให้กำลังใจอานนท์กันจนแน่นห้อง เขาเองฟังไม่ค่อยได้ยินว่าศาลพูดว่าอะไรบ้าง ได้ยินแค่เสียงปากกาแกรกๆ เท่านั้น หลังจบการพิจารณาคดีในวันนั้น เขาเอาภาพที่สเก็ตช์ไปให้อานนท์เซ็นต์ชื่อ​ แต่อานนท์กลับเขียนคำสักคำกลับมาบนภาพสเก็ตช์ใบนั้นแต่อ่านไม่ออก  ขณะที่ ล้วน และ เหน่ง ศิลปินเพื่อนอานนท์ บอกว่า คำนั้นคือคำว่า “สู้” พร้อมลายเซ็นต์อานนท์แบบอย่างง่าย เพราะคอนเซปท์คือ สตรีทอาร์ต สื่อถึงการต่อสู้บนท้องถนน

มะเดี่ยวเล่าต่อว่า เหตุผลที่ใช้ลายเซ็นต์อานนท์ ไม่ใช้ลายเซ็นต์ตัวเอง เพราะลายเส้นเฉพาะตัวของเขาได้อยู่บนรูปวาดนั้นหมดแล้ว และอยากให้รูปนี้เป็นตัวตนของอานนท์มากกว่า จึงให้ล้วนและเหน่งช่วงพ่นสเปรย์ลายเซ็นนี้ลงไป

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

Draw Together งานศิลปะ โดย MM. Kosum

ผลงานศิลปะ Draw Together ลักษณะเหมือนบ้าน โดย MM. Kosum หรือ เอ็มเอ็ม ศิลปินสายสื่อผสมผสาน เธอพูดไม่ค่อยเก่ง แต่ตั้งใจดีไซน์ให้งานชิ้นนี้ออกมาโดยมีเป้าประสงค์อยากชวนผู้ร่วมงานมาสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยกัน งานศิลปะของเธอโยงขึ้นที่สูง ปรากฏรายชื่อผู้ต้องหาคดี 112 อยู่บนผืนผ้า 

เธอตั้งใจอยากให้ทุกคนกล้าลงมือทำ เรียกร้องได้อย่างมีเสรีภาพ บอกความคิดถึงถึงอานนท์ลงบนผืนผ้าใบนี้ ตามคอนเซปต์ Freedom of speech ด้วยอุปกรณ์พู่กันที่ต่อกับกิ่งไม้ยาวๆ และสามารถดัดแปลงอุปกรณ์ได้

บนผืนผ้าของเธอมีต้นไม้สูง เปรียบกับมนุษย์ที่กำลังเติบโตไปเรื่อยๆ เธอเชื่อว่าต่อให้เราตายไปแล้ว แต่สิ่งที่เราสร้างไว้จะยังคงเติบโตไปเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

“บางทีเราอาจจะตายไปก่อน แต่สิ่งที่ปลูกเอาไว้มันจะโตต่อไป” MM. Kosum กล่าว 

DISOBEY งานศิลปะสื่อผสมโดย เสฎฐวุฒิ โกมารกุล ณ นคร

“เมื่อทำงานเรียกร้อง ก็ต้องกลับมาดูแลตัวเอง พักผ่อน เก็บแรงไว้สู้ระยะยาว” คำพูดของอานนท์ที่บอกกับกาย 

เสฎฐวุฒิ โกมารกุล ณ นคร หรือกาย กราฟิกดีไซน์เนอร์มือทอง ประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ก่อนหน้านี้ก็ทำงานศิลปะอิสระมาโดยตลอด ในยุคม็อบ 63 กลุ่ม FreeArts เปิดพื้นที่ให้ศิลปินได้โชว์ผลงานอยู่แล้วตามม็อบท้องถนน บางครั้งไม่ได้ลงถนนก็โพสต์ผลงานร่วมสนุกผ่านทางออนไลน์แทน 

งานศิลปะของเขา แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก DISOBEY ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานของ Shepard Fairey ศิลปินสตรีทอาร์ตและนักออกแบบกราฟิกชาวอเมริกัน สื่อถึงเรื่องการเมือง จุดประกายผู้คนในเมืองนั้น ตัวเขาเองมองอานนท์เป็นคนคนหนึ่งที่จุดประกายแก่ผู้คนเช่นเดียวกัน จึงใช้บล็อกนี้และแทนอานนท์ด้วยคำว่า DISOBEY แปลว่า ไม่สยบยอม

ส่วนที่ 2 ภาพคอลลาจ เขานึกถึงตอนที่เวลาคนกลับบ้าน แล้วมักจะมีของขวัญเป็นคอลลาจรวมรูปภาพ ให้ความรู้สึกว่ายินดีต้อนรับ เขาแทนภาพเหล่านั้นด้วยภาพของอานนท์ที่มีอยู่ในโทรศัพท์เครื่องเก่า ซึ่งเป็นภาพที่อานนท์ทำกิจวัตรประจำวันทั่วๆ ไป แล้วนำศิลปะทั้ง 2 ส่วนนี้รวมเข้าด้วยกัน

ภาพวาดริมทะเลโทนขาวดำ โดยสะอาด

ภาพวาดริมทะเลโทนขาวดำ เล่าเรื่องชีวิตปกติของอานนท์และลูกๆ โดย สะอาด ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์ นักเขียนและนักวาดการ์ตูนเล่าเรื่องในประเด็นสังคม การเมือง เขาเริ่มเล่าเรื่องการเมืองผ่านงานศิลปะในนามตนเองมาตั้งแต่ปี 2557 หลังเรียนจบ วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้มีโอกาสลงสีอะคริลิกบนเฟรมนี้ 

ในขณะที่เขาไม่ได้รู้จักกับอานนท์เป็นการส่วนตัวมาก่อน ภาพของเขาเล่าเรื่องถึงอานนท์ ในวันที่ได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวตามปกติ นั่งกินซอยจุ๊ กินเบียร์ เล่นกับลูกริมทะเล เขามองว่านั่นเป็นชีวิตง่ายๆ ที่อานนท์ควรได้รับ ไม่ใช่การถูกขังในเรือนจำ เขาละเลงสีขาวดำอย่างง่ายที่สุด เนื่องจากไม่ได้มีพื้นฐานในงานแบบนี้มาก่อน แต่ภาพวาดและการเล่าเรื่องของเขาก็สร้างความประทับใจแก่คนร่วมงาน 

สะอาดบอกว่า การต่อสู้ทั้งหมดของทุกคนสำคัญกับเขามากในการทำงานและการมองชีวิต และเชื่อว่า ยังมีปัญหาอีกมากมายที่เราจะต้องยืนหยัด มองข้ามไม่ได้ บางทีผลลัพธ์อาจจะไม่ได้ปรากฏขึ้นซึ่งหน้า แต่อาจจะค่อยๆ งอกงามผ่านความคิดและงานศิลปะของผู้คนหลังจากนี้ สะอาดทิ้งท้ายว่า การเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวัน เขาเข้าใจในความกลัวที่จะแสดงออกของศิลปินทุกท่าน แต่ย้ำว่าการแสดงออกเหล่านี้ไม่เคยมากเกินไปสำหรับการสื่อสารของศิลปิน

ภาพวาดเหมือนจริง โดย โจ้ วิทวัส ทองเขียว

วิทวัส ทองเขียว หรือโจ้ เจ้าของภาพวาดเหมือนจริงชิ้นนี้ เริ่มงานศิลปะการเมืองมาตั้งแต่ปี 2554 งานชิ้นนี้ใช้แบบจากข้าวของของอานนท์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า โดยไม่ต้องเปลี่ยน ข้าวของพวกนั้นมีทั้งเสาที่ใช้แขวนชุดครุยทนาย กระเป๋าใบโปรดของอานนท์ 2 ใบ และผ้าพันคอ การแขวนของพวกนี้อยู่ก็เหมือนกับอานนท์กำลังถูกแขวนอยู่ในที่ที่นึง จึงละเลงพื้นหลังด้วยสีน้ำเงิน 

จุดแต้มสีวงกลมที่ใหญ่บ้าง เล็กบ้างด้วยสีไม่เชิงแดง ไม่เชิงส้ม เรียกว่า scarlet red เขานำมาเชื่อมโยงกับภาพฝันอานนท์ที่อยากให้สังคม โดยเฉพาะฝ่ายประขาธิปไตยหันหน้าเข้าหากัน

บนผ้าใบยังปรากฏข้อความล่องหนด้วยว่า “เชื่อมั่นและศรัทธา” ประโยคประจำตัวพร้อมลายเซ็นอานนท์ บนผ้าใบหากมองเพียงผิวเผินก็จะไม่เห็นอะไรเลย แต่หากตั้งใจมองเข้าไปก็เห็นถึงรายละเอียดที่สื่อถึงอานนท์ทุกเม็ด

“ข้อความของเขา ถ้าเราตั้งใจดูก็จะเห็น ถ้าไม่ตั้งใจดูก็จะไม่เห็น เขาจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อเราพยายามมองเห็นเขา เขาจะได้ไม่หายไป” โจ้เล่า

นอกจากนี้ เขาเล่าถึงงานศิลปะชิ้นอื่นๆ ของเขาที่เกี่ยวข้องกับอานนท์ บางชิ้นเป็นการเอางานเก่ามาสร้างใหม่ ตอนที่เขายังไม่มีความคิดทางการเมืองเฉกเช่นตอนนี้ เขานำงานเก่าๆ เหล่านั้นมาตัด ทำใหม่ บางภาพใช้การถมสีน้ำเงินหลายๆ ชั้น แล้วเติมแต่งภาพด้วยภาพวาดพ่อจากลูกสาวอานนท์ บางภาพก็เติมแต่งงานนั้นใหม่ด้วยลายมือของอานนท์ เพื่อสื่อถึงวิธีการมองโลก ความสนใจและความงามที่เปลี่ยนไปภายในตัวเขา 

“เอามาใช้โดยเราไม่ต้องอายมัน เอามาใช้ในบริบทใหม่ของเรา เหมือนเป็นการยอมรับ เชื่อมโยงและสนทนากับตัวเอง” โจ้กล่าว

 

prachatai.com

“พม่าจากมุมมองนักการทูต” ทูตพิษณุเสนอยุทธศาสตร์ต่อพม่า-ไทยต้องเลิกต่างคนต่างทำ

“พม่าจากมุมมองนักการทูต” ทูตพิษณุเสนอยุทธศาสตร์ต่อพม่า-ไทยต้องเลิกต่างคนต่างทำ Pazzle

เสวนาเปิดตัวหนังสือ “พม่า: ประวัติศาสตร์ รัฐประหาร และรูปแบบรัฐ” พิษณุ สุวรรณะชฎ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ชวนทำความเข้าใจพม่าผ่านประวัติศาสตร์ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ บทบาทกองทัพ และการแข่งขันของมหาอำนาจ พร้อมเสนอให้ไทยมียุทธศาสตร์ต่อพม่าอย่างบูรณาการ แทนการทำงานแยกส่วนหรือรับมือเฉพาะเมื่อเกิดปัญหา ย้ำการมีปฏิสัมพันธ์ไม่เท่ากับการรับรองระบอบการปกครอง และการดำเนินนโยบายควรคำนึงถึงสันติภาพ เสถียรภาพ และผลประโยชน์ร่วมของประชาชนทั้งสองประเทศ

ช่วงปาฐกถาหัวข้อ “พม่าจากมุมมองนักการทูต” โดย พิษณุ สุวรรณะชฎ อดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงย่างกุ้ง

เสวนาเปิดตัวหนังสือ “พม่า: ประวัติศาสตร์ รัฐประหาร และรูปแบบรัฐ”

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 6 ต.ค. 2569 ที่ห้อง 401 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีงานเสวนาเปิดตัวหนังสือ “พม่า: ประวัติศาสตร์ รัฐประหาร และรูปแบบรัฐ” ผลงานของ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมภูมิภาคศึกษา 

ดุลยภาค ปรีชารัชช กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานว่า พม่ามีความเปลี่ยนแปลงไปมากหลัง พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่ายก่อรัฐประหารเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการปกครอง ความดุเดือดของสงครามกลางเมือง และพลวัตการต่างประเทศที่มีมหาอำนาจ เช่น จีนและรัสเซียเข้ามาพัวพันเยอะ ขณะที่ไทยเริ่มมีนโยบายต่อพม่าที่เรียกว่า Calibrated Re-engagement คำถามที่น่าสนใจคือพม่าโดยเฉพาะรูปแบบรัฐ และลักษณะความขัดแย้งหลังรัฐประหารมีรูปพรรณสัณฐานอย่างไร บริบทต่อชุมชนระหว่างประเทศ การต่างประเทศของไทยที่มีต่อพม่าจะเป็นอย่างไร นับเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมควรที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะจัดงานเสวนาบริการองค์ความรู้สู่สาธารณะ

ตัวผมในฐานะที่ศึกษากิจการเรื่องพม่า เมียนมา มาพอสมควร ในบทบาทของสมาคมภูมิภาคศึกษาออกหนังสือเล่มใหม่ นอกจากนี้ ก็ถือโอกาสออกหนังสือเล่มใหม่ เป็นหนังสือที่ร้อยเรียงบทความที่เขียนขึ้นทั้งยุคเก่าและยุคใหม่ ตั้งแต่สงครามเสียกรุง มาจนถึงวงจรรัฐประหารในประวัติศาสตร์พม่า รูปแบบรัฐพม่าหลังรัฐประหาร และข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลไทยในประเด็นพม่า บทความต่างๆ นำมาร้อยเรียงกันเป็นหนังสือเล่มนี้

เสวนาเปิดตัวหนังสือ “พม่า: ประวัติศาสตร์ รัฐประหาร และรูปแบบรัฐ”

ช่วงแรกมีการปาฐกถาหัวข้อ “พม่าจากมุมมองนักการทูต” โดย พิษณุ สุวรรณะชฎ อดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงย่างกุ้ง และนายกสมาคมไทย-พม่าเพื่อมิตรภาพ กระทรวงการต่างประเทศ 

ตอนหนึ่งทูตพิษณุกล่าวขอบคุณคณะผู้จัดงาน รวมทั้งสมาคมภูมิภาคศึกษาที่ได้ให้ร่วมแชร์ความรู้ประสบการณ์ รู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นคนรุ่นใหม่ๆ กลุ่มนักศึกษาถือว่าท่านได้ให้ความสนใจกับเรื่องพม่าซึ่งเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น ถือเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเรา เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อยากให้ทุกท่านมองในมุมมองใหม่ อย่าเห็นว่าเรื่องเหล่านี้ไกลตัว เรื่องของประเทศเพื่อนบ้าน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แท้จริงแล้วใกล้ตัวทุกคน และใกล้มากขึ้น มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเราทุกคน

ที่พวกเราบ่นๆ กันว่า เศรษฐกิจไทยทำไม GDP ต่ำรั้งท้ายอาเซียน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะขนาดเศรษฐกิจไทยในโลกปัจจุบันไม่ใช่ขนาดประชากร 70 ล้านคนที่อยู่ในประเทศไทย แต่รวมถึงขนาดเศรษฐกิจที่รวมนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวทุกปี 35 ล้านคน รวมถึงเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดของไทยที่อยู่ในกัมพูชาที่มีประชากร 30 ล้านคนด้วย และเกี่ยวข้องกับตลาดของเราที่อยู่ในพม่าที่มีประชากร 50 ล้านคนด้วย

วันนี้เมื่อถามว่าทำไม GDP หดตัวมากขนาดนี้ คำอธิบายหนึ่งก็คือตลาดของเราในกัมพูชานั้นกระทบกระเทือนและเสียหายมาก ตลาดของไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาในพม่าเสียหายมาก เหตุผลเพราะพม่ามีรัฐประหาร และถูกแซงก์ชันจากนานาชาติ ในช่วง Covid-19 ทำไมเศรษฐกิจของไทยเสียหายมาก ก็เพราะได้รับผลกระทบที่นักท่องเที่ยวหายไปหมด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนให้นักศึกษา ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ต้องตระหนักว่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่องเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ

ผมอยากเริ่มต้นด้วยการแสดงความยินดีและขอบพระคุณที่อาจารย์ดุลยภาคผลิตผลงานที่มีคุณค่า สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะในพม่า ธรรมศาสตร์ สมาคมภูมิภาคศึกษา จนมีหนังสือเล่มหนึ่งออกมาได้ประกับความรู้ อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อให้มีความเข้าใจมากขึ้น

หนังสือเล่มนี้ได้อธิบายเรื่องเกี่ยวกับพม่าอย่างเป็นระบบ มีประวัติศาสตร์รัดกุม ถูกต้อง และอธิบายทุกเรื่องอย่างตรงไปตรงมา เราจะรู้เรื่องประวัติศาสตร์พม่า เรื่องรัฐประหาร และรูปแบบของรัฐดีขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้อยากแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้

ปาฐกถาของผมในเช้าวันนี้ ผมอยากจะออกตัวก่อนว่า ผมจะไม่ได้วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ เพราะการวิจารณ์หนังสือจะมีในช่วงเสวนาอภิปรายโดยนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาวิจารณ์หนังสือ แต่ส่วนที่ผมจะพูด ผมอยากจะพูดเรื่องเกี่ยวกับพม่าในภาพรวม โดยจะใช้ประสบการณ์ของผมที่ทำงานเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านมาตลอดทั้งชีวิต รวมทั้งโอกาสที่ได้เป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง รวมเวลา 5 ปี ก็จะนำเรื่องเหล่านี้มาถ่ายทอดให้ทุกท่านได้ทราบ

ปริศนาของชื่อประเทศ “พม่า” และ “เมียนมา”

พม่ามีความซับซ้อนมาก หนึ่งในความซับซ้อนทุกท่านคงจะเห็นก็คือหนังสือเล่มนี้เรียกประเทศเพื่อนบ้านของเราว่า พม่า ในขณะที่ชื่ออย่างเป็นทางการเขาชื่อ เมียนมา ถือเป็นหนึ่งในความซับซ้อนที่เกิดขึ้นว่าแม้แต่ชื่อเรียกประเทศก็ยังแตกต่างกัน

เมียนมา แปลว่าอะไร ในภาษาพม่าที่รัฐบาลเขาตีความคือ “ฉับไว” และ “ทรงพลัง” 

แต่ก่อนเขาตั้งชื่อประเทศว่า “พม่า” แทนเชื้อชาติหนึ่งในประเทศคือชนเชื้อสาย “บะหม่า” และตั้งชื่อประเทศว่า “สหภาพพม่า” (Union of Burma) เป็นรัฐที่เป็นรูปแบบสหภาพของคนพม่า ต่อมามีการพัฒนาการทางการเมืองก็พยายามสลาย ไม่ให้คนซึ่งมีความหลากหลาย 135 กลุ่มชาติพันธุ์มีความแตกแยกกัน เริ่มต้นตั้งแต่ชื่อของประเทศ ตั้งชื่อว่า “เมียนมา” ให้มีความหมายเป็นประเทศที่กระฉับกระเฉง แข็งแรง ทรงพลัง

แต่วันนี้เราก็ได้เห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านของเราแห่งนี้ก็ยังไม่ได้ทรงพลัง กระฉับกระเฉง แบบที่เขาอยากเป็น หรือแบบที่เราอยากให้เขาเป็น การที่จะทำวิสัยทัศน์ให้ชื่อประเทศได้บังเกิดผล และเป็นผลดีกับประเทศไทย ก็เป็นประเทศเพื่อนบ้านคอยช่วยไม่มากก็น้อย ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง

จากประเทศดาวรุ่งสู่สภาวะถอยหลัง

ผมอยากจะตั้งคำถามนำกับทุกท่านว่า ทำไมประเทศซึ่งมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ มีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์สำคัญ มีอารยธรรมเก่าแก่ยาวนาน ทำไมประเทศนี้จึงเต็มไปด้วยความขัดแย้งต่อเมื่อง ทำไมประเทศนี้ซึ่งน่าจะเจริญก้าวหน้า เพราะทุกท่านต้องไม่ลืมว่า ในช่วงทศวรรษ 1960 ประเทศไทยยังอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า 'in the middle of nowhere' เรายังไม่มีอะไรเลย แต่ในปี 1960 เมืองหลวงที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านหนึ่งคือ ย่างกุ้ง และอีกด้านหนึ่งคือ พนมเปญ

แนวคิดการพัฒนาของประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบัน ที่ปรากฏอยู่ในบันทึกของอดีตผู้นำ ลี กวน ยู เรื่อง “Garden City” นั้น สิงคโปร์เลียนแบบมาจากกรุงพนมเปญ ซึ่งในอดีตกลางเมืองมีบูลเลอวาร์ดหรือถนนสายใหญ่ มีต้นไม้ร่มรื่น กรุงย่างกุ้งก็เช่นเดียวกัน เป็นเมืองหลวงซึ่งสวยงามและมีความเป็นอังกฤษมาก ในวันที่ประเทศไทยยังไม่รู้จะอยู่ที่ไหนเลย พม่ามีคนของเขาเป็นเลขาธิการสหประชาชาติ (อู ถั่น) และแสดงให้เห็นว่าในปี 1960 พม่ายังเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองและมีโอกาสในอนาคตมาก

แต่ทำไมวันนี้เหตุการณ์ต่างๆ ถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ ประหนึ่งว่าพม่ากำลังเดินก้าวหน้าพัฒนามาอยู่ดีๆ วันหนึ่งก็เปิดประตูช่องฟรีซ แล้วเอาตัวเองเข้าไปไว้ในช่องฟรีซ นานๆ ก็ออกมาที สักพักหนึ่งก็กลับเข้าไปในช่องฟรีซใหม่ ทำไมกองทัพเมียนมาถึงได้มีบทบาททางการเมืองในเมียนมายาวนาน ทำไมเมียนมาถึงมีความขัดแย้งระหว่างศูนย์กลางอำนาจกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด แม้จนถึงปัจจุบัน

คำถามสำคัญที่สุดซึ่งผมคิดว่าพวกเราควรต้องคำนึงถึงและพิจารณาให้มากก็คือ แล้วประเทศไทยควรจะดำเนินความสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างไร เพื่อรักษามิตรภาพ หลักการที่ถูกต้อง และได้รับผลประโยชน์ที่พึงได้ไปพร้อมกัน

กุญแจสำคัญทำความเข้าใจภูมิหลังและอัตลักษณ์พม่า

กุญแจสำคัญในการเข้าใจพม่า/เมียนมา หนังสือดุลยภาพ มอบไว้ให้เราแล้ว หนึ่งคือ เรื่องของการเข้าใจภูมิหลังประวัติศาสตร์และความภาคภูมิใจของสังคมพม่าที่ประกอบด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติ ในอดีตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี 2 อารยธรรมสำคัญ ถูกคั่นด้วยเทือกเขาตะนาวศรี อารยธรรมหนึ่งคือ อารยธรรมพุกาม ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโนรธา อีกอารยธรรมหนึ่งคือ อาณาจักรขอม อยู่ที่เมืองเสียมราฐ มีปราสาทหิน มีอารยธรรมขยายมาสุดเขตแดนจริงอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี เพราะเราพบปราสาทขอมที่กาญจนบุรี และนั่นคือเขตแดนของอาณาจักรขอมในอดีต โดยมีเทือกเขาตะนาวศรีมากั้น ถัดจากเทือกเขาตะนาวศรีไปก็คืออาณาจักรพุกาม

คนพม่ามีความภาคภูมิใจในเรื่องเอกราช อธิปไตย และศักดิ์ศรีของชาติมาก แต่ความภาคภูมิใจของเขาต่างจากความภาคภูมิใจของคนไทย ความภาคภูมิใจของคนไทยในเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นชาติ อยู่ที่การที่เราสามารถรักษาเอกราชของประเทศเราไว้ได้แม้ในช่วงเวลาที่วุ่นวายและประสบปัญหาที่สุด เช่น ยุคลัทธิอาณานิคม

แต่พม่าภาคภูมิใจในความเป็นชาติเพราะความยิ่งใหญ่ในอดีตที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความภาคภูมิใจนี้ถูกชะงักงันไปด้วยการที่พม่าได้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และประสบการณ์ของพม่าในยุคอาณานิคมไม่ใช่ประสบการณ์หวานชื่น แต่เป็นประสบการณ์ที่ขมขื่น เพราะอังกฤษปกครองพม่าตลอด 100 กว่าปีในฐานะส่วนหนึ่งของจักรวรรดิบริติชอินเดีย เกิดความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า หลอมรวมเป็นอารมณ์ความรู้สึกทางอัตลักษณ์ (Identity) ของความเป็นชาติที่ขัดแย้งกัน

ประสบการณ์ภายใต้ยุคอาณานิคมจึงมีผลอย่างมากกับพฤติกรรมทางการเมืองระหว่างประเทศของพม่าในวันนี้ เพราะว่าเขาจะมีความหวาดระแวงและระมัดระวังอย่างมากเกี่ยวกับการแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอกประเทศ เราจะเห็นว่าเนี่ยเขาถูกคว่ำบาตร แต่เขาก็อยู่ได้ และอยู่มาได้ยาวนานด้วย

พอพูดถึงเรื่องอธิปไตย พม่ามีความหลากหลายเพราะประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ 135 กลุ่ม ทุกกลุ่มมีภาษา ศาสนา ความเชื่อของตนเอง และที่สำคัญมีการตีความคำว่า 'อธิปไตยของรัฐ' ในรูปแบบที่แตกต่างกันทั้งหมด จึงเป็นปัญหาทำให้พฤติกรรมทางการเมือง และกระบวนการสร้างความปรองดองภายในชาติยังไม่มีความคืบหน้า หรือคืบหน้าแล้วมักจะติดสะดุดหยุดไปแบบที่เราคาดไม่ถึง กระบวนการสร้างสหภาพ (Federalism) จึงยังไม่เดินหน้าไปเท่าที่ควร เหตุผลสำคัญเพราะเมียนมาไม่ใช่รัฐที่ประชาชนเป็นเนื้อเดียวกัน มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

ความขัดแย้งในเมียนมา ผมอยากให้พวกเรามองในรูปแบบสัจจะนิยม (Realism) ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระหว่างความเป็นประชาธิปไตยกับเรื่องเผด็จการ แต่เป็นเรื่องของ อัตลักษณ์ของคนในสังคม ดินแดนที่คนต่างเชื้อชาติมีพื้นที่ของตนเอง ทรัพยากรที่มีค่าในแต่ละพื้นที่ เป็นเรื่องของการปกครองตนเอง ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ก็มีความต้องการปกครองตนเอง และการแบ่งสรรอำนาจ การกระจายอำนาจระหว่างผู้มีอำนาจในเนปิดอว์ หรือในเมืองใหญ่ กับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เป็นเรื่องใครควรจะปกครองเมียนมา แต่เป็นคำถามที่ว่าประชาชนที่มีความแตกต่างกัน 135 กลุ่มชาติพันธุ์เขาจะร่วมใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้อย่างไร ภายใต้หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับสหพันธ์ ปัญหาของพม่าไม่ใช่เรื่องการแย่งชิงอำนาจที่ส่วนกลาง แต่เป็นคำถามพื้นฐานว่ารัฐที่เรียกว่าเมียนมาควรมีรูปแบบรัฐอย่างไร จึงจะได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนของประเทศ และรูปแบบที่นำไปสู่รัฐที่พึงประสงค์ควรเป็นอย่างไร

เราได้เห็นบทบาทของกองทัพพม่าในการเข้ามาปกครองประเทศตลอดเวลาในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำไมกองทัพพม่าต้องการมีบทบาททางการเมืองในการบริหารจัดการประเทศ ประวัติศาสตร์บอกเราว่า สิ่งที่ทำให้กองทัพต้องการมีบทบาททางการเมืองเป็นเพราะว่า กองทัพมองตนเองว่าเป็นสถาบันที่มีหน้าที่ในการรักษาเอกภาพ และการป้องกันการแตกสลายของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่บุคลากรทุกคนในกองทัพได้รับการกล่อมเกลา สั่งสอน มาโดยตลอด

แต่ว่าการที่พม่ามีการปกครองโดยกองทัพเป็นสำคัญ บทบาทของกองทัพที่มีในการบริหารจัดการประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหาความชอบธรรมในการปกครองประเทศ เรื่องของความไว้วางใจจากสังคม เพราะกองทัพพม่าก็มีวิธีการปกครองประเทศแบบที่คนในกองทัพเห็นว่าถูกต้อง แต่คนในสังคมอาจจะไม่ชอบ

และปัญหาสำคัญคือการปกครองประเทศโดยทหาร ทำให้การพัฒนาของสถาบันพลเรือนและพรรคการเมืองไม่เกิดขึ้น เราจะเห็นว่าพม่าไม่มีพรรคการเมืองที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนเสียงของประชาชนที่มีจุดยืนในอุดมการณ์ทางการเมืองต่างๆ อย่างแท้จริง เราเกือบจะมีพรรคแบบนี้ สมัยที่เรายังเห็นพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) อยู่ในพม่า สมัยที่เราเห็นอองซานซูจีมีบทบาททางการเมืองแข็งขัน แต่วันนี้ไม่ใช่เรื่องแบบนั้นอีกต่อไป ความขาดประสบการณ์ของสถาบันพลเรือนเป็นสิ่งสำคัญในสังคมประชาธิปไตย เมื่อสถาบันพลเรือนไม่สามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งบนพื้นฐานที่ควรเป็นได้ สังคมนั้นก็จะประสบปัญหา

พุทธเถรวาท สถาบันสงฆ์ และอิทธิพลทางการเมือง

ประการต่อมาในเรื่องศาสนา วัฒนธรรม ศักดิ์ศรีของผู้คนในพม่า ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากที่จะทำให้เราเข้าใจพม่าได้ดีขึ้น พม่าบอกว่าเป็นพุทธแบบเถรวาท ทุกคนก็สงสัยว่า ทำไมพระพม่าไปเดินขบวนทางการเมือง ทำไมเห็นความรุนแรงจากชาวพุทธในยามที่ไม่พอใจกับชนกลุ่มน้อยมุสลิม ข้อเท็จจริงคือ ศาสนาพุทธและสถาบันสงฆ์ในสังคมพม่าเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองและมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด

คนไทยเมื่อมองเรื่องความเป็นพุทธ มักจะเอาประเทศของเราเป็นตัวตั้งแล้วบอกว่าพม่ามีพุทธแปลกๆ แต่ในความเป็นจริง สถาบันสงฆ์และความเป็นพุทธในพม่ามีความลึกซึ้งกว่าประเทศไทยมาก ปัจจัยหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมพม่าถึงอยู่รอดจากการคว่ำบาตรของนานาชาติหลายสิบปี แม้ชีวิตจะอัตคัดขัดสน ทำไมอยู่ได้ คำตอบส่วนหนึ่งคือพุทธศาสนา ชาวพม่ามี Rational Thinking (วิธีคิดเชิงเหตุผล) ที่ดี ซึ่งหล่อหลอมมาจากพุทธศาสนาที่สอนเรื่องเหตุและผล

ในการทำงานทางการทูต ยามที่ต้องการผลักดันนโยบายกับรัฐบาลพม่า เดินเข้าไปหาผู้นำโดยตรงมักจะได้รับคำตอบขัดข้องกลับมาเสมอ แต่หากทราบว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคนนั้นคนนี้เป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์ท่านไหน ผมเดินทางไปกราบเรียนขอความเมตตาจากพระอาจารย์ให้ช่วยพูดคุยกับลูกศิษย์ อีก 2 สัปดาห์ก็บรรลุผลได้ สะท้อนให้เห็นถึงความเกี่ยวโยงอันลึกซึ้งระหว่างศาสนากับการเมืองในพม่า

ภูมิรัฐศาสตร์ และภัยคุกคามรอบทิศ

ในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) หากพิจารณาประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะพบว่าประเทศไทยจะประสบปัญหาร้ายแรงทุกครั้ง ยามที่พรมแดนของมหาอำนาจที่เป็นคู่ขัดแย้งกันเข้ามาประชิดพรมแดนไทย เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่พรมแดนไทยถูกประชิดโดยมหาอำนาจข้างหนึ่งคืออังกฤษ และอีกข้างหนึ่งคือฝรั่งเศส

มาในวันนี้ พรมแดนของมหาอำนาจที่กำลังช่วงชิงผลประโยชน์กันอย่างถึงพริกถึงขิง ได้เข้ามาประชิดพรมแดนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ในทะเลจีนใต้ พรมแดนของจีนและสหรัฐฯ เข้ามาชนกัน ขณะที่ฝั่งจีนออกนโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) และฝั่งสหรัฐฯ ออกนโยบาย Indo-Pacific ทั้งสองนโยบายเข้ามาชนกันที่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งในไม่ช้า มหาสมุทรอินเดียจะเป็นเขตพื้นที่ขัดแย้ง (Theater of Conflict) แห่งใหม่ที่จะกระทบต่อความมั่นคงของไทยในทุกด้าน นโยบายทางบกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ก็ถูกปิดล้อม (Enclosed) โดยอิทธิพลของจีน หากไทยไม่ประคับประคองตนเองด้วยนโยบายที่เข้าใจเพื่อนบ้านและสมการอำนาจมหาอำนาจ เราจะไม่สามารถเอาตัวรอดได้

ตัวเล่นใหม่ที่สำคัญในพม่าคือ รัสเซีย การเข้ามาของรัสเซียในภูมิภาคนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้ในช่วงที่เรามีปัญหาขัดแย้งเกิดสงครามกับกัมพูชา ก็ปรากฏ footprint ของรัสเซีย ในความขัดแย้งระหว่างประเทศที่สับสนวุ่นวายอลม่าน การกลับเข้ามาของรัสเซียในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจอย่างยิ่ง

สำหรับมหาอำนาจเมื่อเขาได้พยายามขยายอิทธิพลเข้ามาในเมียนมา ก็เป็นเรื่องสะท้อนว่าพม่ามีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และทำไมได้อย่างสมบูรณ์แบบถ้าขาดพม่า เพราะฉะนั้นเราจะได้เห็นว่ามันมีการช่วงชิงเรื่องผลประโยชน์ มาแบบเงียบๆ ค่อยๆ มา ท่านคงเห็นแล้วที่พูดกันคืออิทธิพลของจีน ยุทธศาสตร์ของจีนที่ลากสายจากปักกิ่ง คุณหมิง ลงสู่ทะเลน้ำอุ่นในมหาสมุทรอินเดียที่เมืองเจ้าก์ผิว (Kyaukphyu) ในรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียมขนาดใหญ่ มีการสร้างทางหลวง และในอนาคตจะมีเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง จากจีนลงมาถึงพม่า เจ้าก์ผิวจึงเป็น Gateway สำคัญที่ทำให้จีนออกสู่มหาสมุทรอินเดียได้

ผลประโยชน์ของไทย และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่

ผลประโยชน์ของประเทศไทยในเมียนมามีเยอะมาก ทั้งเรื่องความสงบและเสถียรภาพตามแนวชายแดน การป้องกันไม่ให้การสู้รบลุกลามเข้ามาในไทย คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การรักษาผลประโยชน์เรื่องการค้าและการสัญจรผ่านจุดผ่านแดน

นอกจากนี้ยังมีภัยคุกคามรูปแบบใหม่ (Non-Traditional Security) จากความอ่อนแอของประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ปัญหายาเสพติดที่เปลี่ยนรูปจากเฮโรอีนเป็นเมทแอมเฟตามีน, อาชญากรรมออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scam Centers), การค้ามนุษย์, การฟอกเงิน, มลพิษทางอากาศฝุ่น PM 2.5, และมลพิษทางน้ำจากสารพิษเจือปนในแม่น้ำข้ามแดน เช่น แม่น้ำเมย แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ฯลฯ

ประเด็นเรื่องโรคระบาดและสาธารณสุข วงรอบโรคระบาด (Pandemic Cycle) จะกลับมาหาเราทุก 9 ปี ตั้งแต่ไข้หวัดนก ซาร์ส มาจนถึงโควิด-19 วันนี้โควิดพ้นไปแล้วเป็นปีที่ 6 หากเชื่อตามทฤษฎีวงรอบ อีกประมาณ 3 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาดระลอกใหม่

ด้านเศรษฐกิจ การค้าชายแดนไทย-พม่ามีมูลค่ามหาศาล แม้ตัวเลขการค้าไทยจะได้ดุล แต่นั่นเป็นเพียงดุลการค้า หากนำตัวเลข 'ดุลบริการ' จากการจ้างแรงงานพม่าและเงินที่ถูกส่งกลับประเทศ (Remittance) ประเทศไทยขาดดุลมหาศาล ข่าวสารเรื่องธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท หมุนเวียนหายไปจากระบบนับแสนล้านบาท จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เกิดจากการส่งเงินกลับประเทศของแรงงานพม่า

ด้านความมั่นคงพลังงาน พลังงานไฟฟ้าที่พวกเราใช้ชาร์จแบตมือถือและ iPad อยู่ทุกวันนี้ 40% นำเข้ามาจากไฟฟ้าพลังน้ำในลาว และก๊าซธรรมชาติจากพม่าเพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า การรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับพม่าจึงเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานโดยตรง

ด้านการเชื่อมโยงทางถนนและ Global Supply Chain หากพม่ามีสันติภาพ มอเตอร์เวย์สาย M81 (บางบัวทอง-กาญจนบุรี) สามารถสร้างต่อเชื่อมจากชายแดนเข้าสู่ย่างกุ้ง ทำให้การขับรถจากกรุงเทพฯ ไปย่างกุ้งใช้เวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมง และทำให้พม่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ร่วมกับไทย

ข้อเสนอเชิงนโยบาย Engagement ไม่เท่ากับ Endorsement

สิ่งที่ประเทศไทยกำลังดำเนินนโยบายกับพม่า เกี่ยวข้องกับคำสองคำ คือ 'Engagement' (การเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์) และ 'Endorsement' (การรับรอง)

การ Engagement ไม่ได้หมายถึง Endorsement การ Endorsement คือการรับรองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในพม่าเป็นความถูกต้อง ส่วน Engagement คือการปฏิสัมพันธ์เพื่อเปิดพื้นที่ให้สามารถพูดคุย หารือ เจรจา และเป็นตัวกลางได้ตลอดเวลาที่ต้องการ ไม่ใช่การรับรองระบอบการปกครอง

ประเทศไทยมีเครื่องมือหลากหลาย ทั้งการทูตทางการ (Track 1.0) การทูตแบบเงียบ (Quiet Diplomacy) และการทูตภาคประชาชน (Track 2.0) ตัวอย่างเช่น การจัดงานสัมมนา Thai Business Forum ในระหว่างการเยือนของผู้นำพม่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งสมาคมมิตรภาพไทย-พม่า จัดขึ้นโดยมีภาคเอกชนและสื่อมวลชนเข้าร่วมประมาณ 800 คน งานลักษณะนี้ Track 1.0 หรือรัฐบาลจัดไม่ได้เนื่องจากติดเงื่อนไขการแซงก์ชัน แต่ Track 2.0 จัดได้ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและสื่อสารความต้องการของเอกชนไทยให้ผู้นำพม่าได้รับทราบ

ด้าน Soft Power ประเทศไทยมี Soft Power ที่เข้มแข็งและมีอิทธิพลต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก ทั้งด้านศาสนา วัฒนธรรม การศึกษา สื่อ ศิลปะ กีฬา และการท่องเที่ยว ข้อสำคัญคือ การใช้ Soft Power ควรเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2112 และ พ.ศ.2310 อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยอ่านจดหมายเหตุฝ่ายพม่าประกอบ เพื่อเข้าใจมุมมองของเพื่อนบ้าน และอย่านำความขมขื่นในอดีตมาเป็นตัวกำหนดทัศนคติหรือนโยบายในปัจจุบัน

สิ่งที่ประเทศไทยขาดมานานแล้วคือ เราไม่มียุทธศาสตร์ระดับชาติแบบบูรณาการ (Integrated National Strategy) ต่อกรณีพม่า วันนี้ทุกอย่างต่างคนต่างทำ ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กองทัพ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือแม้แต่ ปตท. หากเราทำงานเป็นทีม มียุทธศาสตร์บูรณาการ เช่น นำสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติมาสอดแทรกข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ ให้พม่าสร้างถนนเชื่อมกับมอเตอร์เวย์ M81 ของไทย หรือขอให้พม่าใช้วงเงิน 20% ซื้อสินค้าไทยกลับไปใช้ในพม่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์มหาศาล เป็นต้น

ประเทศไทยต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของผลประโยชน์แห่งชาติอย่างชัดเจน ไม่ใช่สนใจเป็นจุดๆ เฉพาะช่วงเกิดเหตุการณ์ เช่น ฝุ่น PM 2.5 หรือน้ำเสียข้ามแดน แต่ต้องมียุทธศาสตร์หลัก และรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจทั้งจีน สหรัฐฯ รัสเซีย อินเดีย ญี่ปุ่น และสหประชาชาติ ฯลฯ

ในการมองพม่า ผมอยากเสนอว่า พม่าไม่ควรถูกพวกเราจดจำโดยเรื่องของการรัฐประหารหรือวิกฤตการณ์ในพม่าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น เบื้องหลังของประวัติศาสตร์ที่มีความซับซ้อน เบื้องหลังของโครงสร้างรัฐ เบื้องหลังของความขัดแย้ง พื้นฐานของคนที่รักศักดิ์ศรี มีความหวัง มีความปรารถนาในเรื่องสันติภาพและเสถียรภาพของประเทศไม่ต่างจากพวกเราเลย เป็นเรื่องที่คนในสังคมไทยต้องเข้าใจ เมียนมาสำหรับประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่เราจะเลือกคบได้ไปตามสถานการณ์ เพราะประวัติศาสตร์อาจจะเคยแยกเรา แต่ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนผูกพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขอย้อนกลับมาที่หนังสือ  “พม่า: ประวัติศาสตร์ รัฐประหาร และรูปแบบรัฐ” ของอาจารย์ดุลยภาคเล่มนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าเมียนมาเดินทางมาอย่างไร อยากย้ำกับท่านว่าการทำความเข้าใจเมียนมาเราไม่ได้ต้องการเฉพาะเพียงความรู้ แต่เราต้องมีความอดทน ความเคารพในหัวใจของการเป็นเพื่อนบ้าน นโยบายต่างประเทศของไทยที่ดีที่สุดคงไม่ใช่การเลือกข้างฝ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างรัฐบาล หรือชนกลุ่มน้อย หรือมหาอำนาจประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของการยืนอยู่ข้าง สันติภาพ และเสถียรภาพ ทั้งของพม่า ทั้งของไทย และของภูมิภาค และสำคัญที่สุดการดำเนินนโยบายต่างๆ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสังคมไทยและพม่า อย่างมั่นคงและมีสติ

 

 

prachatai.com

เมื่อเกอิชาตัดสินซามูไร: อำนาจที่ไม่ได้มาจากดาบ

เมื่อเกอิชาตัดสินซามูไร: อำนาจที่ไม่ได้มาจากดาบ

admin666

เมื่อพูดถึงญี่ปุ่นสมัยเอโดะ หลายคนมักนึกถึงซามูไร

พวกเขาคือชนชั้นปกครอง ผู้ได้รับสิทธิพิเศษในการพกดาบ มีสถานะสูงสุดในระเบียบสังคม และเป็นตัวแทนของอำนาจรัฐในยุคโชกุนโทกูงาวะ

ในทางตรงกันข้าม เกอิชามักถูกมองว่าเป็นเพียงหญิงผู้ให้ความบันเทิง ผู้มีชีวิตอยู่ชายขอบของสังคม และไม่มีอำนาจทางการเมืองใด ๆ

แต่หากมองให้ลึกลงไป ประวัติศาสตร์กลับเล่าอีกเรื่องหนึ่ง

ในพื้นที่บางแห่งของญี่ปุ่น แม้แต่ซามูไรเองก็ต้องยอมให้เกอิชาเป็นผู้ตัดสินว่า เขาเป็นคนที่ "มีรสนิยม" หรือไม่

อำนาจเช่นนี้ไม่ได้มาจากดาบ ไม่ได้มาจากตำแหน่ง และไม่ได้มาจากความมั่งคั่ง แต่มาจากสิ่งที่มองไม่เห็น นั่นคือ อำนาจในการกำหนดคุณค่าทางวัฒนธรรม 

เมื่อยศศักดิ์ใช้ไม่ได้

ย่านโยชิวาระในสมัยเอโดะเป็นพื้นที่พิเศษของรัฐบาลโชกุน

ที่นี่เป็นย่านเริงรมย์ที่มีกฎเกณฑ์ของตัวเอง และแยกออกจากโลกภายนอกอย่างชัดเจน

ธรรมเนียมข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือ ซามูไรต้องฝากดาบไว้ก่อนเดินเข้าไปในย่าน

ดาบในสังคมญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงอาวุธ แต่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและฐานันดรศักดิ์

เมื่อซามูไรวางดาบลง สิ่งที่ติดตัวเข้าไปจึงไม่ใช่อำนาจของรัฐ หากเป็นตัวตนของเขาเอง

ในพื้นที่แห่งนี้ การได้รับการยอมรับไม่ได้ขึ้นอยู่กับยศตำแหน่งอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีมารยาท เข้าใจศิลปะ สนทนาเป็น และมีรสนิยมมากเพียงใด 

คนที่กำหนดว่าใคร "มีรสนิยม"

เกอิชาไม่ได้มีอำนาจเพราะถือครองทรัพย์สิน หรือเพราะรัฐมอบอำนาจให้

ตรงกันข้าม พวกเธอเริ่มต้นจากผู้หญิงยากจนจำนวนไม่น้อยที่ถูกครอบครัวส่งเข้ามาทำงานในเมืองเพราะปัญหาปากท้อง 

สิ่งที่ทำให้สถานะของพวกเธอเปลี่ยนไป คือการฝึกฝนอย่างเข้มงวด

การเล่นชามิเซ็น การร่ายรำ การชงชา การแต่งกวี และศิลปะการสนทนา ไม่ใช่เพียงทักษะเพื่อสร้างความบันเทิง หากเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของ "ความมีรสนิยม"

เมื่อเวลาผ่านไป เกอิชากลายเป็นผู้ที่สามารถบอกได้ว่า ใครเป็นสุภาพบุรุษที่มีการศึกษา ใครเข้าใจศิลปะ และใครเป็นเพียงคนมีเงินแต่ไร้รสนิยม

อำนาจของพวกเธอจึงไม่ได้อยู่ที่การออกคำสั่ง แต่อยู่ที่การนิยามว่า ใครควรได้รับการยอมรับจากสังคม

อำนาจที่มองไม่เห็น

นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส ปิแอร์ บูร์ดิเยอ เคยเสนอว่า ในสังคมหนึ่ง ๆ ผู้คนไม่ได้แข่งขันกันด้วยเงินหรืออำนาจทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังแข่งขันกันด้วย "ทุนทางวัฒนธรรม"

ผู้ที่สามารถกำหนดว่าอะไรคือรสนิยมที่ดี อะไรคือศิลปะที่มีคุณค่า หรือใครคือผู้มีความสง่างาม ย่อมมีอำนาจในอีกแบบหนึ่ง

กรณีของเกอิชาแสดงให้เห็นแนวคิดนี้อย่างชัดเจน

แม้จะอยู่นอกระบบชนชั้นของรัฐบาลโชกุน แต่พวกเธอกลับสร้างโลกอีกใบหนึ่งขึ้นมา โลกที่ความรู้ด้านศิลปะสำคัญกว่ายศศักดิ์ และวาทศิลป์มีค่ามากกว่าดาบ

ซามูไรที่หยาบคาย แม้จะมียศสูง ก็อาจไม่ได้รับการยอมรับ

ขณะที่ซามูไรชั้นผู้น้อย หากมีความเข้าใจในศิลปะและมารยาท ก็อาจได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ 

อำนาจที่ต่อรองกับรัฐ

แน่นอนว่า เกอิชาไม่ได้โค่นล้มรัฐบาลโชกุน

พวกเธอไม่ได้เรียกร้องสิทธิทางการเมือง และไม่ได้เปลี่ยนระบบชนชั้นของญี่ปุ่น

แต่พวกเธอทำในสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น

คือสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ที่กฎเกณฑ์ของรัฐใช้ไม่ได้ทั้งหมด

ในพื้นที่นั้น คุณค่าของผู้คนไม่ได้ถูกตัดสินด้วยชาติกำเนิดหรือฐานันดรศักดิ์ หากถูกตัดสินด้วยสิ่งที่เกอิชาเป็นผู้กำหนด

นี่คือการต่อรองอำนาจในอีกรูปแบบหนึ่ง

ไม่ใช่การยึดอำนาจรัฐ แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของการยอมรับในสังคม

บทเรียนจากโลกของเกอิชา

เรื่องราวของเกอิชาทำให้เห็นว่า อำนาจไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว

เราอาจคุ้นเคยกับอำนาจที่มาจากกฎหมาย กองทัพ หรือระบบราชการ แต่ยังมีอำนาจอีกประเภทหนึ่งที่ทำงานอย่างเงียบงัน นั่นคืออำนาจในการกำหนดว่าอะไรคือสิ่งที่ดี งดงาม และควรค่าแก่การยอมรับ

ในญี่ปุ่นสมัยเอโดะ ผู้หญิงที่รัฐจัดให้อยู่ชายขอบ กลับสามารถสร้างอำนาจเช่นนี้ขึ้นมาได้ผ่านศิลปะและวัฒนธรรม

บางครั้ง คนที่เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจของสังคม ไม่ใช่คนที่ถือดาบ

แต่อาจเป็นคนที่ทำให้ผู้ถือดาบต้องพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากตนเอง

 


บทความนี้เรียบเรียงจากงานศึกษาชลนิภา ชนบทของเรื่อง “เมื่อเกอิชาตัดสินซามูไร: อำนาจที่ไม่ได้มาจากดาบ” ในรายวิชาการปกครองและการเมืองของญี่ปุ่น ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรณาธิการชุดโดย รศ.ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์

เอกสารอ้างอิง

Dalby, Liza Crihfield. Geisha. Berkeley: University of California Press, 1983.

Ikegami, Eiko. Bonds of Civility: Aesthetic Networks and the Political Origins of Japanese Culture. Cambridge: Cambridge University Press, 2005.

Leupp, Gary P. Servants, Shophands, and Laborers in the Cities of Tokugawa Japan. Princeton: Princeton University Press, 1992.

Seigle, Cecilia Segawa. Yoshiwara: The Glittering World of the Japanese Courtesan. Honolulu: University of Hawai‘i Press, 1993.

prachatai.com

จับตาฐานบินจีนในลาว | หมายเหตุประเพทไทย EP.649 [Live]

จับตาฐานบินจีนในลาว | หมายเหตุประเพทไทย EP.649 [Live] user8

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี พูดถึงการเปิดศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-ลาว และโรงเรียนการบินมิตรภาพจีน-ลาว ที่สนามบินบ้านเกิน เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา สนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่ทางเหนือของนครหลวงเวียงจันทน์ ใกล้ชายแดนไทย และในช่วงสงครามเวียดนามเคยเป็น ไซต์ลิม่า 44 (Lima Site 44) ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในลาว ทางการจีนระบุว่าศูนย์แห่งนี้มีเป้าหมายเพื่อฝึกนักบินกองทัพอากาศลาวและไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศที่สาม 

อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายดาวเทียมหลังการเปิดศูนย์เผยให้เห็นเครื่องบินฝึกและโจมตีเบา K-8 จำนวน 8 ลำ พร้อมยานยนต์สนับสนุนมากกว่า 20 คัน ขณะที่พื้นที่มีทางวิ่งยาวราว 2,000 เมตร และลานจอดรองรับเครื่องบินได้ประมาณ 22 ลำ ทำให้บ้านเกินถูกจับตามองในฐานะจุดตั้งทางทหารทางอากาศของจีนในต่างประเทศ แม้ปักกิ่งจะยังเรียกสถานที่ดังกล่าวว่า “ศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรม” มากกว่า “ฐานทัพ” ก็ตาม

ภาพจากดาวเทียมแสดงให้เห็นภาพรันเวย์สนามบินบ้านเกิน ในสปป. ลาว โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีข่าวว่าสนามบินร้างแห่งนี้ถูกพัฒนาเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-ลาว และโรงเรียนการบินมิตรภาพจีน-ลาว ที่มา: Apple Maps

แผนที่แสดงที่ตั้งสนามบินบ้านเกิน สปป.ลาว ที่มา: Google Maps

ฐานทัพและการประจำการของทหารสหรัฐอเมริกาทั่วโลก ข้อมูลปี 2021 ที่มา: Aljazeera

ขีดความสามารถทางทหารของจีน ในทะเลจีนใต้ ที่มา: CSIS

ในรายการยังชวนมองสนามบินบ้านเกินในบริบทที่กว้างขึ้นของ “ฐานทัพต่างประเทศ” และ “การแข่งขันของมหาอำนาจ” ตั้งแต่เครือข่ายฐานทัพขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ไปจนถึงฐานสนับสนุนของจีนที่จิบูตีและความร่วมมือที่ฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชา นอกจากนี้ จีนยังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือน-ทหารใน หมู่เกาะสแปรตลีย์และพาราเซลล์ในทะเลจีนใต้ ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับความเคลื่อนไหว รวมถึงขยายระยะปฏิบัติการของเครื่องบินรบและเครื่องบินทิ้งระเบิดในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่กรณีฐานทัพเรือเรียม เรือ USS Cincinnati ของสหรัฐฯ ก็เข้าเทียบท่าเมื่อเดือนมกราคม 2569 สะท้อนว่าสถานะของฐานและสิทธิในการใช้งานไม่ได้มีลักษณะง่าย ๆ ว่าเป็นพื้นที่ผูกขาดของจีนเพียงฝ่ายเดียว

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่อง “จีนกำลังสร้างฐานทัพใกล้ไทยหรือไม่?” หากยังรวมถึงคำถามที่ว่า “สนามบินบ้านเกินสะท้อนอะไรเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางทหารของจีน?” และเมื่อมองร่วมกับการขยายขีดความสามารถในทะเลจีนใต้และจุดสนับสนุนทางทหารในต่างประเทศ จะส่งผลอย่างไรต่อไทย ลาว และภูมิรัฐศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกัน การมีที่ตั้งทางทหารเพิ่มขึ้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะสรุป “เจตนา” ของจีนโดยตรง จึงชวนมองทั้งข้อถกเถียงเรื่องการขยายอำนาจของจีน การแข่งขันกับสหรัฐฯ และยุทธศาสตร์ทางการทหารของจีนในภาพกว้าง ติดตามได้ใน #หมายเหตุประเพทไทย #ฐานบินจีนในลาว

อ่านเพิ่มเติม

Wuthnow and Taylor Fravel, "China’s Military Strategy for a “New Era”: Some Change, More Continuity, and Tantalizing Hints" ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Strategic Studies ปี 2023

 

รับชมหมายเหตุประเพทไทยย้อนหลัง

 

prachatai.com

'ตาลีบัน' เปิดใช้ 'ถนนวาคาน' เส้นทางสำคัญเชื่อมจีนกับเอเชียกลาง-ใต้ ส่งผลสะเทือนอินเดีย

'ตาลีบัน' เปิดใช้ 'ถนนวาคาน' เส้นทางสำคัญเชื่อมจีนกับเอเชียกลาง-ใต้ ส่งผลสะเทือนอินเดีย auser15

รัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานเปิดใช้งานถนนวาคาน ซึ่งมีความยาว 121 กม. พาดผ่าน "ฉนวนวาคาน" เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2026 เป็นถนนที่เชื่อมพื้นที่ห่างไกลบาดัคซานของอัฟกานิสถานไปยังจีน ขณะที่ตาลีบันบอกว่าโครงการถนนนี้มีความสำคัญด้านยุทธศาสตร์ การเมือง และเศรษฐกิจ แต่สำหรับจีนนั้นจะได้ประโยชน์อย่างไร และกระทบอะไรกับอินเดีย


ภาพจาก: HurriyatDa

จังหวัดบาดัคซาน เป็นพื้นที่ห่างไกลตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอัฟกานิสถาน มีพรมแดนตอนใต้ติดกับภูมิภาคกิลจิต-บัลติสถาน ที่มีข้อพิพาทของปากีสถานกับอินเดีย พรมแดนทางตะวันออกติดกับเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ของจีน และทางตอนเหนือติดกับทาจิกิสถาน ส่วนช่องดินแดนแคบหรือ "ระเบียง" ที่ติดกับพื้นที่ทั้งสามแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า "ฉนวนวาคาน"

โดยที่รัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถาน เพิ่งจะเปิดใช้ถนนวาคาน เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา ถนนสายใหม่นี้มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่พื้นที่บรอคฮิล จังหวัดบาดัคสถาน ตัดผ่านฉนวนวาคานไปจนถึง ชายแดนซินเจียงอุยกูร์ มีความยาว 121 กม.

กระทรวงฟื้นฟูและพัฒนาชนบทของอัฟกานิสถาน (MoRRD หรือ MRRD) ระบุว่า การสร้างถนนวาคานแบ่งออกเป็น 2 ช่วงระยะ มีการใช้งบประมาณรวม 365 ล้านดอลลาร์อัฟกานี (ราว 188.7 ล้านบาท)

มุลเลาะห์ อับดุล ลาตีฟ มานซูร์ รัฐมนตรี MoRRD กล่าวในพิธีเปิดใช้งานถนนวาคานว่า ถนนวาคาน "มีความสำคัญในด้านยุทธศาสตร์ การเมือง แบะเศรษฐกิจ" ของอัฟกานิสถาน และบอกอีกว่าประเทศอัฟกานิสถานในตอนนี้มี "พัฒนาการด้านความมั่นคงและการเมืองการปกครองที่ดีขึ้น" ทำให้เป็นโอกาสในการฟื้นฟูและพัฒนาโครงการแบบถนนสายนี้

มานซูร์ยังได้เตือนไม่ให้ใครคิดจะต่อต้านการปกครองของตาลีบัน โดยอ้างว่าไม่มีความชอบธรรมใดๆ อีกแล้วสำหรับการสู้รบ รวมถึงพูดพาดพิงถึงการที่ต่างชาติเคยมีการวางกำลังในประเทศของพวกเขาโดยบอกว่าหมดยุคนั้นไปแล้ว และเตือน "กลุ่มกบฏ" ว่าใครก็ตามที่คิดต่อต้านรัฐบาลจะต้องเผชิญกับการโต้ตอบอย่างจริงจัง

โมฮัมหมัด อาร์ซาลา คาโรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกิจการก่อสร้างของ MoRRD กล่าวว่า ถนนวาคานมีความสำคัญต่อภูมิภาคปามีร์มาก จากเดิมที่พื้นที่นี้มีความขาดแคลนบริการสาธารณะหลายด้าน เขาเชื่อว่าถนนวาคานจะตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ ช่วยให้ประชาชนในท้องถิ่นมีชีวิตที่ดีขึ้นและช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่น

พื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับจีน

ฉนวนวาคาน นับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เป็นเสมือนสี่แยกไปสู่พื้นที่ 4 แห่งคือ อัฟกานิสถาน, ทาจิกิสถาน, จีน และภูมิภาคกิลจิต-บัลติสถาน ที่ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารโดยปากีสถานแต่มีอินเดียอ้างสิทธิเหนือเขตแดนนี้ โดยที่อินเดียอ้างว่าปากีสถานทำการยึดครองภูมิภาคกิลจิต-บัลติสถาน อย่างผิดกฎหมายมาตั้งแต่ปี 1948

การสร้างถนนที่ ฉนวนวาคาน สร้างผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ต่อจีนทั้งทางด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจอย่างมาก จากการเชื่อมจีนกับอัฟกานิสถาน ถึงแม้ว่าทางการจีนจะไม่ได้พูดอะไรในเรื่องโครงการพัฒนาถนนเส้นนี้เลย แต่ก็มีผู้มองว่าจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญในโครงการริเริ่มของตาลีบัน โดยการเป็นผู้ให้ทุนสร้างถนน ซึ่งกลายเป็นการเชื่อมสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจทางการเมืองของอัฟกานิสถานไปด้วย

มีข้อสังเกตว่าถนนใหม่เส้นนี้จะสร้างประโยชน์ใหญ่ๆ สองด้านให้จีน คือการทำให้จีนปักหลักอิทธิพลของตัวเองลงที่พื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของซินเจียงได้ จากการที่ซินเจียงมีพื้นที่ชายแดนยาว 5,500 กม. โดยมีพรมแดนติดกับ 8 ประเทศ คือ มองโกเลีย, รัสเซีย, คาซัคสถาน, คีร์กีซสถาน, ทาจิกิสถาน, อัฟกานิสถาน, ปากีสถาน และอินเดีย ถนนเส้นนี้ทำให้จีนสามารถใช้เป็นเส้นทางการค้าข้ามแดนและการเชื่อมต่อการขนส่งกับประเทศเหล่านี้ได้ยกเว้นอินเดีย

อีกด้านหนึ่งคือการที่จีนสานสัมพันธ์โดยเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มตาลีบันและการเพิ่มความสัมพันธ์กับประเทศใกล้เคียง กลายเป็นการช่วยลดปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ซินเจียงที่สร้างความกังวลให้ทางการจีนได้ด้วย โดยที่จีนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตาลีบันมาตั้งแต่กลุ่มนี้ก่อตั้งในปี 1996 แล้ว และความสัมพันธ์ของตาลีบันกับจีนก็ดูจะแน่นแฟ่นขึ้นหลังจากที่กองทัพนานาชาตินำโดยสหรัฐฯ ถอนทัพออกจากอัฟกานิสถาน ปล่อยให้ตาลีบันยึดครองประเทศในปี 2021 ทำให้รัฐบาลตาลีบันมองว่าจีนเป็นประเทศที่พวกเขาพึ่งพาได้มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

มีอีกข้อสังเกตหนึ่งคือ ถนนสายนี้จะทำให้จีนมีเส้นทางออกสู่ทะเลเส้นทางใหม่คือผ่านทางอัฟกานิสถาน หลังจากที่พวกเขาเผชิญกับความติดขัดในปากีสถานช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งจากปัญหาความมั่นคงและการต่อต้านในแคว้นบาลูจิสถาน

เดิมทีจีนมีแผนระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน (CPEC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" (BRI) ที่จะมีการสร้างท่าเรือกวาดาร์ แต่ท่าเรือและโครงการ CPEC ก็ถูกต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งโครงการของจีนยังถูกโจมตีด้วยกำลังจากกลุ่มกบฏบาลูจ ทำให้สูญเสียทั้งบุคลากร เงินลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน

จะส่งผลต่ออินเดียอย่างไร

ในขณะเดียวกันถนนวาคานก็จะส่งผลต่ออินเดียในทางลบอย่างใหญ่หลวงในด้านยุทธศาสตร์ เพราะถนนอยู่ใกล้กับ ภูมิภาคกิลจิต-บัลติสถาน ซึ่งอินเดียมองว่าเป็นพื้นที่ๆ ถูกปากีสถานยึดครองอย่างผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังใกล้กับลาดัก ที่จีนกับอินเดียมีข้อพิพาทด้านเขตแดนกันอยู่ โดยที่ความขัดแย้งทวีความตึงเครียดมากขึ้นหลังจากที่เกิดการปะทะระหว่างกองทัพอินเดียกับกองทัพจีนในพื้นที่พิพาทเมื่อปี 2020

ก่อนหน้าที่ปากีสถานจะยึดครองฉนวนวาคานในปี 1947-1948 พื้นที่นี้เคยเป็นเส้นทางการค้าที่เชื่อมต่ออินเดียกับเอเชียกลางมาก่อนในสมัยเส้นทางสายไหม ระยะห่างระหว่างกิลจิต-บัลติสถาน กับ ชายแดนทาจิกิสถานตามแนวฉนวนวาคาน อยู่ห่างกันออกไปเพียงไม่กี่ไมล์เท่านั้น แต่หลังจากที่สหภาพโซเวียตล่มสลายอินเดียก็ไม่สามารถเข้าถึงเอเชียกลางผ่านเส้นทางบกได้ ทำให้เกิดอุปสรรคในการร่วมผลประโยชน์เกี่ยวกับพลังงานและทรัพยากรอื่นๆ ที่มีอยู่มากในเอเชียกลาง

ในขณะเดียวกันอินเดียก็มีความกังวลเรื่องที่จีนมีอิทธิพลในการสร้างรางรถไฟเชื่อมต่อกลุ่มประเทศเอเชียกลางกับเอเชียใต้ ได้แต่ คาซัคสถาน, อุซเบกิสถาน, อัฟกานิสถาน, ปากีสถาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในโครงการที่เรียกว่า ระเบียงเส้นทางรถไฟเอเชียกลาง-เอเชียใต้ (CASA) โดยที่ถึงแม้่ว่าจีนจะแสดงตัวแบบนิ่งเฉยในช่วงที่ริเริ่มโครงการเหล่านี้ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จีนจะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่โครงการ กลายเป็นการสร้างอิทธิพลในภูมิภาคเหล่านี้

เรื่องนี้ทำให้อินเดียต้องพิจารณาปรับยุทธศาสตร์ของตนเองเพื่อทำให้ผลประโยชน์ของพวกเขาโดยเฉพาะในพื้นที่วาคานได้รับการคุ้มครอง เนื่องจากอินเดียไม่ค่อยถูกกับปากีสถาน การจะไปจับมือกับปากีสถานก็เป็นเรื่องยาก ทำให้อินเคียควรจะใช้วิธีการเจรจากับจีนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการพัฒนาโครงการฉนวนวาคานจะไม่ลิดรอนผลประโยชน์ของอินเดียและของภูมิภาค

อีกทั้งอินเดียยังต้องเข้าหากลุ่มตาลีบันที่มีอำนาจนำในอัฟกานิสถานตอนนี้ด้วย เพื่อหารือให้มีเกิดการคุ้มครองผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของอินเดีย รวมถึงให้มีการตอบรับอย่างมีประสิทธิภาพต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โดยรอบฉนวนวาคาน



เรียบเรียงจาก
Wakhan road to China opens; govt stresses economic development, security, Pajhwok Afghan News, 04-10-2026
Why a new Wakhan Corridor road raises strategic alarm bells for India, First Post, 13-10-2026
 

prachatai.com

9 ปี เหมือนเกิดเมื่อวาน รวมสัมภาษณ์ครอบครัว 'น้องเมย' ยุติธรรมไม่เกิด ระบบไม่เปลี่ยน?

9 ปี เหมือนเกิดเมื่อวาน รวมสัมภาษณ์ครอบครัว 'น้องเมย' ยุติธรรมไม่เกิด ระบบไม่เปลี่ยน?

Pazzle

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560 ครอบครัวของ “น้องเมย” ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหาร ชั้นปีที่ 1 โรงเรียนเตรียมทหาร ได้รับแจ้งว่าน้องเมยเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลวในอายุเพียง 18 ปี หลังถูกรุ่นพี่สั่งธำรงวินัยหลายครั้งด้วยกันในช่วงระยะเวลา 3 เดือนก่อนเสียชีวิต

สำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ดไล่เรียงไทม์ไลน์เหตุการณ์ก่อนการเสียชีวิตของน้องเมยไว้อย่างละเอียด ดังนี้

เดือนพฤษภาคม 2560 น้องเมยได้เริ่มเข้าไปเรียนในโรงเรียนเตรียมทหาร

เดือนสิงหาคม 2560 น้องเมยถูกรุ่นพี่สั่ง “ธำรงวินัย” ด้วยการเอาหัวปักพื้น จนต้องเข้ารับการรักษาตัว และยังคงถูกสั่งซ่อมวินัยและฝึกหนักแม้จะมีใบรับรองแพทย์

เดือนตุลาคม 2560 ราววันที่วันที่ 12 ต.ค. 2560 ครอบครัวได้รับแจ้งจากทางโรงเรียนว่าน้องเมยตกบันได ทางครอบครัวได้พาน้องเมยทำการมารักษาตัว และนำตัวน้องเมยส่งกลับเข้าโรงเรียนอีกครั้งในวันที่ 15 ต.ค. 2560 

ปรากฏว่าคืนวันที่ 15 ต.ค. 2560 น้องเมยถูกสั่งธำรงวินัยยึดพื้น และวันที่ 16 ต.ค. 2560 ถูกสั่งพุ่งหลังจนหมดสติ

วันที่ 17 ต.ค. 2560 น้องเมยป่วยแต่ยังถูกลงโทษซ้ำ จนหมดสติ เสียชีวิต ก่อนจะเสียชีวิตน้องเมยได้ใช้โทรศัพท์หยอดเหรียญภายในโรงเรียนโทรหาแม่ ซึ่งแม่ของน้องเมยได้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในการคุยกันครั้งสุดท้ายว่า เขายังไม่หายป่วย เขาระบมไปหมดแล้วทั้งตัว และอย่าไปเชื่อผู้พัน

สุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่น้องเมยได้โพสต์ข้อความและภาพประกอบผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569 ระบุ

เมยโทรหาก่อนสิ้นใจ

สนทนาสุดท้ายก่อนเหรียญตัด

แ ม่ อ ย่ า ไ ป เ ชื่ อ " ผู้พัน " …

อย่าทำหน้าอย่างนั้น

สำนึกผิดไปมันก็ไม่ทันแล้ว

รู้ว่าดูอยู่ รู้ว่าอ่านอยู่

#เราต่างก็มีลูกเหมือนกัน

วันหนึ่งคุณ และพวกคุณจะเสียใจ

ภาพประกอบโพสต์เฟซบุ๊กแม่น้องเมย เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569

ภาพจากกล้องวงจรปิดในโรงเรียนเตรียมทหารวันที่ 17 ต.ค. 2560 ยังมีจังหวะที่น้องเมยเดินกุมท้องเจ็บซี่โครงออกมา ซึ่งเป็นภาพที่ทำให้ครอบครัวคาใจ เนื่องจากทางโรงเรียนแจ้งว่าน้องเมยหัวใจล้มเหลวเสียชีวิต ทำไมน้องเมยถึงไม่จับที่บริเวณหน้าอก แต่เดินเอามือกุมท้องแทน และประเด็นการเสียชีวิตจากโรคหัวใจครอบครัวยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากน้องเมยเป็นคนสุขภาพแข็งแรงและไม่มีประวัติเป็นโรคหัวใจมาก่อน

เดือนกรกฎาคม 2568 ศาลมณฑลทหารบกที่ 12 จังหวัดปราจีนบุรี อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแรกของน้องเมย ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ จำเลยมีความผิดทำร้ายร่างกาย  ทำโทษ โดยฝ่าฝืนคำสั่งกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทันทีนั้น ศาลเห็นว่าด้วยอายุจำเลยนั้นไม่เคยได้รับโทษ การจะลงโทษจำเลยไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้จำเลยปรับปรุงตัวรับราชการ รับใช้ชาติต่อไปจะเป็นประโยชน์มากกว่า โดยมีโทษจำคุก 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาทและรอลงอาญา 2 ปี

ภายหลังฟังคำพิพากษาแม่น้องเมยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “อยากจะบอกว่าในการรับโทษของเขาเราโอเคนะ ไม่ได้ขัด แต่มันมีคำถามเล็กๆ ว่า ศาลเห็นว่าจำเลยทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ และถ้าลูกพี่มีชีวิตอยู่ล่ะ เขาสามารถทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติได้ไหม แล้วจำเลยยังไม่ได้ติด(ลงโทษ)เลย เพราะจะยากต่อการประกอบสัมมาชีพ แต่ลูกพี่ไม่ได้มีโอกาสไง”

ย้อนดูบทสัมภาษณ์ของครอบครัว “น้องเมย”

ประชาไทรวบรวมบทสัมภาษณ์จากรายการต่างๆ ที่ครอบครัวน้องเมยเคยให้สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่ช่วงหลังการเสียชีวิตจนถึงช่วง 9 ปีหลังเหตุการณ์ และหยิบเอาประเด็นสำคัญมารวมไว้

ปี 2560

“ท่านรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) ตินิดนึ่ง ลองเข้าใจนิดนึ่ง ท่านไม่ได้มองครอบครัวผมบ้างเลย ผมก็อายุมากแล้ว แทนที่บั้นปลายชีวิตผมจะอาศัยเขาได้ นี่มาเรียนโรงเรียนทหาร โรงเรียนเตรีมทหาร แค่มากิน มานอน มาเรียนหนังสือ ออกกำลัง ถึงกับต้องเสียชีวิตเลยเหรอ”

พิเชษฐ ตัญกาญจน์ พ่อน้องเมย ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2560 ที่นิติเวช รพ.พระมงกุฏ ขณะเดินทางมารับอวัยวะของน้องเมย 

ที่มา มติชนทีวี “ครอบครัว"น้องเมย" ร่ำไห้ รับกล่องอวัยวะ เดินหน้าชันสูตรหาเหตุดับต่อ”

หลังพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงกรณีการเสียชีวิตภายในโรงเรียนเตรียมทหารของน้องเมยว่า “ผมว่าโดนทุกคน โดนซ่อมทุกคน ผมก็โดนมา ใครก็โดนทั้งนั้น ซ่อมก็ไม่ได้มากอะไรหรอกนะ…ก็นี่เขาเอาคืนแล้วไง ใครจะไปรู้ล่ะว่าลูกเขาหัวใจล้มเหลวหรือว่าเป็นโรคหัวใจหยุดเฉียบพลันแบบนี้ เขาจะไปรู้ได้ไง ก็ไม่มีใครรู้หรอก เดี๋ยวก็ให้ทางพนักงานสอบสวนเขาสอบสวนแล้วกัน คุณอย่ามาสอบสวนผมเลย…ผมก็เคยสลบ ไม่เห็นหน้าผมตอนผมโดน ก็ผมมันไม่ตายไง ก็นี่ตัวเองไม่สบาย ถ้าเลือกตายผมก็เลือกตายในสนามรบเหมือนกัน”

ปี 2561

พ่อน้องเมยตอบคำถามในรายการแฉเกี่ยวกับประเด็นที่มีคนบอกว่าน้องเมยสุขภาพไม่แข็งแรงอยู่แล้วก่อนมาเรียนเตรียมทหารว่า

“การที่จะเข้าไปเป็นนักเรียนเตรียมทหารได้ร่างกายต้องแข็งแรง พละเหล่าทหารบกก็คือ จปร. พละคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน น้องเมยทำ 944 คะแนน…มันมีหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างที่ผมไม่เชื่อตั้งแต่วันแรกอยู่แล้ว ถึงขนาดว่าเรื่องอวัยวะที่ผมไม่รู้เลยว่าใส่ร่างมา หรือไม่ใส่ร่าง อวัยวะหายอีก”

พิเชษฐ ตัญกาญจน์ พ่อน้องเมย 

ที่มา แฉ - เกือบปีคดีไม่คืบหน้า ครอบครัวน้องเมย! เดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรม 11 ก.ย. 61

พี่สาวของน้องเมยซึ่งเป็นคนตัดสินใจไม่เผาศพน้องเมยหลังสวดอภิธรรม และนำร่างไปชันสูตรใหม่อีกครั้งพูดถึงประเด็นความสงสัยนี้ไว้ว่า

“ตอนที่เขาเสียชีวิตแพทย์ก็บอกว่าหัวใจล้มเหลว ซึ่งหัวใจล้มเหลวมันเป็นกรณีที่ครอบจักรวาล ไม่รู้ว่าเป็นอะไรมาก็ลงไว้ก่อนว่าหัวใจล้มเหลว แต่ว่าเราอ่ะไม่เชื่ออยู่แล้ว เพราะว่าเมยเขาจะโดนซ้อมโดนอะไรแบบนี้ในโรงเรียนบ่อยๆ เราก็แอบได้ยินมาจากเพื่อนเขาที่มาบอกเรา หนูก็รู้สึกว่ามันไม่ปกติ และประกอบกับช่วงฌาปนกิจมีพวกทหารชอบอ้างตัวว่าเป็นนายพลหรือนายพันที่อื่น หรือบางคนที่มีลูกเรียนเตรียมฯ เขาก็จะบอกว่าน้องตายไม่ได้ปกตินะ อย่าเพิ่งเผา เชื่อผม พอเราได้ยินเรื่อยๆ จนเพื่อนเราเองที่เป็นทหารข้างในลึกๆ เขาก็บอกแบบนี้ ไม่เผาล่ะ เราก็เดินไปบอกพ่อกับแม่เลยว่าหนูจะไม่เผา 

ต้องเคลียร์ทุกอย่างว่าเขาไม่ได้เป็นโรคหัวใจ…การที่จะเข้ามาเรียนที่นี่ได้มันหลายขั้นตอนมาก แค่คุณเป็นโรคเท้าแบนเขาก็ไม่รับคุณเข้ามาเรียนในที่นี้แล้ว มันยากมากกว่าจะผ่านแต่ละด่านเข้ามาเรียน มันก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ปกติแน่นอน ”

สุพิชา ตัญกาญจน์ พี่สาวน้องเมย 

ที่มา แฉ - เกือบปีคดีไม่คืบหน้า ครอบครัวน้องเมย! เดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรม 11 ก.ย. 61

ขณะที่แม่ของน้องเมยย้อนเล่ากลับไปถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทางครอบครัวลุกขึ้นมาต่อสู้ทวงคืนความยุติธรรมให้น้องเมย ทั้งที่ในตอนแรกครอบครัวเพียงแค่ต้องการนำร่างน้องเมยมาบำเพ็ญกุศล แต่เมื่อมีการปล่อยข่าวว่าน้องเมยสุขภาพไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัว ครอบครัวจึงยอมไม่ได้ 

“ที่ไม่ยอม ตั้งแต่วันแรกที่ จปร. แม่ทำใจล่ะ ยอมรับสภาพตั้งแต่ที่เขาพูดกับเราก็บอกว่าขอบคุณ ผบ.โรงเรียน และก็พวกนายทหารที่ จปร. เราขอบคุณมากที่เขาช่วยปั๊มหัวใจลูกเรา เราขอยุติเรื่อง เราไม่ได้เริ่มนะ เราต้องบอกก่อนเพราะทุกคนบอกว่าครอบครัวเราออกไปโวยวาย ไม่ เราขอยุติเพื่อที่จะเอาลูกมาบำเพ็ญกุศล 3 วันเท่านั้น เขาปล่อยข่าวไปได้อย่างไงว่าเด็กคนนี้เป็นโรคประจำตัว เด็กคนนี้ร่างกายไม่แข็งแรง เจ็บปวดนะ”

สุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่น้อยเมย

ที่มา แฉ - เกือบปีคดีไม่คืบหน้า ครอบครัวน้องเมย! เดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรม 11 ก.ย. 61

“มีโทรศัพท์เข้ามาจากผู้พันก่อน ให้คุยกับลูกพักนึ่ง แล้วก็มีคุณหมอแพทย์หญิงยุพรโทรเข้ามาอีก วันนั้นจะรับโทรศัพท์จากโรงเรียนตลอด หลังจากหมอโทรหามีลูกชายโทรมา เขาบอกว่าเขายังไม่หายป่วยเลย…เขาระบมไปหมดแล้วทั้งตัว อย่าไปเชื่อผู้พัน 

เขาพูดมากกว่านั้น แต่เราขอพูดแค่ตรงนี้ก่อน”

สุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่น้อยเมย

ที่มา โหนกระแส ครอบครัวไม่เชื่ออวัยวะเป็นของน้องเมยจริง...เผยรู้ใครทำร้ายจนตาย!!! | EP.134 | 1 ก.พ. 61 

ในรายการโหนกระแสเมื่อปี 2561 เมื่อมีการถามถึงประเด็นที่ว่าทางครอบครัวทราบหรือไม่ว่า ใครเป็นคนกระทำน้องเมย พี่สาวและพ่อน้องเมยได้ตอบคำถามในประเด็นนี้ไว้ว่า ทางครอบครัวได้รับรู้ว่ามีกลุ่มรุ่นพี่ที่ไม่พอใจน้องเมย และสั่งธำรงวินัยสั่งซ่อมวินัยน้องเมยเรื่อยมาในช่วงระยะเวลา 3 เดือนก่อนการเสียชีวิต

“ทราบ รู้ทุกคน เด็กคนที่ทำเมยเขาบอกกับคนอื่นว่าเขาไม่กล้าออกมาขอโทษพ่อกับแม่หรือครอบครัวเราเลย เพราะกระแสสังคมมันแรงมาก การที่เขาทำเมยเรื่องมันยาวตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม จนถึงวันที่เขาเสียชีวิต มันเป็นระยะเวลาที่นานจนเขาน่าจะออกมาขอโทษได้ แต่เขาก็ไม่เคย

วันที่ 23 สิงหาคม เมยถูกสั่งให้เอาหัวปักพื้น มีผลมาจนถึงวันที่ 17 ตุลาคมวันที่เสียชีวิตได้ เพราะว่าเป็นความแค้นที่ตัวเองโดนปลดออกจากตำแหน่งนั้น เหมือนเพื่อนแค้นแทนเพื่อน แล้วก็มาแก้แค้นแทนเพื่อน” พี่สาวน้องเมยกล่าว

 

“3 เดือนกว่า เมยโดนเล่นมาตลอด” พ่อน้องเมยกล่าว

 

ที่มา โหนกระแส ครอบครัวไม่เชื่ออวัยวะเป็นของน้องเมยจริง...เผยรู้ใครทำร้ายจนตาย!!! | EP.134 | 1 ก.พ. 61 

ปี 2568

“เราพยายามเดินสู่กระบวนการด้วยตัวของเราโดยไม่มีใครเข้ามาช่วยจริงๆ แม้แต่ขอให้ตำรวจทำสำนวน เรายังโดนพูดเลยว่า “คุณรู้ไหมว่าคดีของลูกคุณสิ้นเปลืองงบประมาณไปเท่าไหร่” มันเจ็บนะ เราขอให้เขาทำ แต่เขากลับพูดแบบนี้กับเรา เราไปจู้จี้เขามากเหรอ ลูกเราตายไปทั้งคนนะ 

อีกหนึ่งคือตำรวจในกองคดี เราไปฟังผลจากแพทย์นิติวิทยาศาสตร์เรียบร้อยแล้ว หมออธิบายแล้ว A B C มันเกิดจากอะไรให้ไปตั้งเลย สุดท้ายแล้วสำนวนมามันไม่ใช่ คนละเรื่อง เขาบอกกับแม่ว่า “คุณแม่เข้าใจผมนะ ลูกผมมันยังเล็ก ผมยังไม่อยากตาย” แล้วแม่เองจะพึ่งใคร”

สุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่น้อยเมย

ที่มา โหนกระแส ครอบครัว "น้องเมย" จุกอก 8 ปีที่รอคอย สุดท้ายศาลทหารพิพากษา คุก 4 เดือน 16 วัน l EP.1980 l 23ก.ค.68

ปี 2569

ในสารคดี “(ก่อนจะ) 10 ปี คดี ‘น้องเมย’: ความยุติธรรมที่กำลังนับถอยหลัง” ของ The101world ที่สัมภาษณ์ครอบครัวน้องเมยถึงความรู้สึกตลอด 9 ปีที่พยายามสู้คดีหาความยุติธรรมให้น้องเมย แม่น้องเมยได้พูดไว้ว่า

“จากผมดำกลายเป็นผมขาว ก็บอกแล้วว่าพลังชีวิตเนี่ย มันไม่เหลือ มันหมด มันไม่อยากอะไรแล้วแม้กับความสวยงามในตัวเอง มันข้ามไปแล้ว มันไม่อยากแล้ว ถามว่าดูแลตัวไหม แม่ดู แม่ออกกำลังกาย เพราะคดีเมยยังไม่จบ แม่ยังต้องมีแรงเดินทางไปขึ้นศาลอีกเยอะ”

“เมื่อทุกคนกลัวหมด แล้วความยุติธรรม แม่จะได้จากตรงไหน”

ที่มา The101world (ก่อนจะ) 10 ปี คดี ‘น้องเมย’: ความยุติธรรมที่กำลังนับถอยหลัง | 101 Documentary

นอกจากนี้แม่ของน้องเมยยังไม่มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพื่อตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตของน้องเมยอยู่เสมอ อาทิข้อความ

15 ตค.60

..ส่งเมยกลับรร.ตท สภาพที่ดี

17 ตค.60

เสียชีวิตกองแพทย์ รร.ตท

19 ตค.60

รร.ตท.ส่งเมย ในสภาพศพกลับคืนมา

แม่น้องเมยโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569

 

เมย ... ไม่ใช่เคสแรก

เมย ... จะไม่ใช่เคสสุดท้าย ..

ตราบใดที่เรายังเงียบ

มองเห็นความไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องปกติ

ตราบใดที่ไม่สู้ 

เรื่องราวแบบนี้

มันจะหวนกลับมาอีกครั้ง

อย่าเหน็บกันนักเลย

เพราะความไม่เงียบเฉยของครอบครัว

มันทำให้น้องรุ่นถัดไป

อยู่อย่างปลอดภัยขึ้น

จนถึงปัจจุบัน  ไม่ใช่หรือ .. !!!

 

แม่น้องเมยโพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569

 

prachatai.com

'พายุ' เข้าไทยพีบีเอส 'หมอโกมาตร' ประเมินอดีต-อนาคต ท้าทายปีที่ 20 ทีวีสาธารณะ

'พายุ' เข้าไทยพีบีเอส 'หมอโกมาตร' ประเมินอดีต-อนาคต ท้าทายปีที่ 20 ทีวีสาธารณะ

admin666

ขณะนี้วิวาทะร้อนที่สุด หนีไม่พ้นกรณีพรรคภูมิใจไทยเสนอเปลี่ยนแหล่งรายได้ของกองทุน 4 กอง จากเดิมที่ใช้เงินจาก ‘ภาษีบาป’ (เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่) ซึ่งปีนึงๆ มีอยู่เป็นแสนล้านบาท อย่างในปี 2568 มียอดถึง 1.72 แสนล้านบาท

“การเสนอปรับเปลี่ยนระบบรายได้ของไทยพีบีเอส จึงไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องว่า “ถ้าเปลี่ยนระบบเงิน เท่ากับรัฐบาลต้องการควบคุมสื่อ” โดยอัตโนมัติ ประเด็นที่ควรพิจารณาจริง ๆ คือ ระบบใดจะรักษาความเป็นอิสระของสื่อไว้ได้ พร้อมกับทำให้การใช้เงินสาธารณะโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับวินัยการเงินการคลังของประเทศ” 

ข้อความข้างต้นคือ เหตุผลของศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย ผู้เสนอร่างกฎหมายแก้กฎหมายใช้ตอบโต้แถลงการณ์ของ 6 องค์กรสื่อ และเขาย้ำว่าอิสระของสื่อต้องคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อเงินของสาธารณะ

ไทยพีบีเอส เป็นองค์กรหลักที่ดูจะโดนรุมตั้งคำถามมากที่สุดจากแทบทุกฝ่าย แต่ก็เป็นองค์กรเดียวที่ได้เงินน้อยที่สุดคือไม่เกิน 2,000 ล้านบาทตามเพดานที่กำหนดในกฎหมายจัดตั้ง ส่วนกองทุนอื่นๆ ได้เฉลี่ยต่อปี 4,000 ล้านบาท มีแค่กองทุนผู้สูงอายุที่ปี 2567 ได้เพิ่มไปถึง 5,000 ล้านบาทเพราะเป็นกองทุนเดียวที่กฎหมายไม่ได้ตั้งเพดานสูงสุดไว้

ใครได้มากได้น้อยไม่เป็นประเด็นเท่าเงินภาษีถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพหรือไม่ และไทยพีบีเอสถูกตั้งคำถามเรื่องนี้มากที่สุดในเวลานี้ (ยังไม่นับว่าเรื่องจุดยืนต่อประเด็นสังคมการเมืองต่างๆ ก็ถูกตั้งคำถามอยู่เป็นพักๆ) พร้อมๆ กับข้อกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงแหล่งรายได้จะทำลายความเป็นอิสระของสำนักข่าวสาธารณะแห่งนี้หรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจเรื่องนี้ต้องย้อนไปถึงที่มาของไทยพีบีเอส 18 ปีก่อน ประเทศไทยมีโทรทัศน์อยู่ 5 ช่องแล้วทำไมยังต้องมี ‘สถานีโทรทัศน์สาธารณะ’ ขึ้นมาอีก

เล่าอย่างรวบรัด จุดประสงค์ของการตั้งไทยพีบีเอสขึ้นมาคือส่วนหนึ่งของกระแส ‘การปฏิรูปสื่อ’ ที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นตั้งแต่หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ที่มีความต้องการสื่อโทรทัศน์เสรี ในความหมายตอนนั้นคือเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐ เพราะเวลานั้นทุกช่องยังได้สัมปทานสัญญาณมาจากรัฐ 

จนต่อมารัฐบาลอานันท์2 เสนอให้เกิดทีวีเสรีที่ให้เอกชนมาประมูลสัมปทานไป แต่จะต้องแปรสภาพตัวเองเป็นบริษัทมหาชน ภายหลังทำให้เกิด ITV ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ประมูลไปดำเนินกิจการภายใต้บริษัทที่ตั้งขึ้นมาใหม่เมื่อปี 2539 ก่อนจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ‘ต้มยำกุ้ง’ จนต้องเปลี่ยนมือสู่ บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น แต่ต่อมาก็ต้องมาเจอว่าศาลปกครองสั่งให้การแปรสภาพสัมปทานต้องถูกเรียกค่าสัมปทานตั้งแต่ธันวาคม 2549 ย้อนหลังไปถึง 2547 พร้อมค่าปรับรวมกว่า 1 แสนล้านบาท สุดท้ายไอทีวีถูกสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรียกเลิกสัญญา พร้อมยึดคลื่นคืนในปี 2550 ทำให้ไอทีวีต้องกลับไปอยู่กับกรมประชาสัมพันธ์

แม้ไอทีวีจะชื่อว่า ‘สื่อเสรี’ แต่ก็ยังถูกวิจารณ์ว่าถูกครอบงำโดยเอกชนและนักการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่อยู่ภายใต้ชินคอร์ป ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมภายในเรื่องการเซ็นเซอร์ประเด็นการเมือง, กรณีเลิกจ้างพนักงานที่ร่วมตัวกันตั้งสหภาพแรงงาน, กรณีปลดพนักงานเพราะปัญหาทัศนคติการทำงาน เป็นต้น แต่การต่อสู้เพื่อเสรีภาพสื่อจากนักการเมืองที่เกิดขึ้นในยุคนั้นก็เหมือนถูกทำหมัน เพราะรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในปี 2549 

ภารกิจนี้ยังดำเนินการต่อเงียบๆ จนกระทั่ง ร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ผ่านออกมาในปี 2551 จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ตั้งมาโดยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ที่ตั้งขึ้นมาโดยคณะรัฐประหาร ผู้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้า สนช.คือ คณะรัฐมนตรี แต่ก็มีอีกฉบับที่สมชาย แสวงการ สมาชิก สนช.เสนอด้วย

กฎหมายชื่อยาวข้างต้นก็คือกฎหมายที่ให้ตั้ง ‘ไทยพีบีเอส’ ขึ้นมา แต่ถ้าพูดถึงที่มาของการกำหนดให้งบประมาณของสถานีมาจากภาษีบาปที่ถูกใช้มาเกือบ 20 ปี คนที่มีส่วนร่วมในการเสนอไอเดียก็คือ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นักวิจัยคนสำคัญจากทีดีอาร์ไอ และเคยอยู่ในคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดอนาคตของสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟในช่วงเปลี่ยนผ่านจากไอทีวีเป็นทีวีสาธารณะ

“ไทยพีบีเอส” อยู่มานานเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ไม่เคยว่างเว้นจากการถูกตั้งคำถามทั้งเรื่องจุดยืน ทั้งความคุ้มค่า และประสิทธิภาพมาโดยตลอดและยิ่งหนักหน่วงในช่วงนี้

‘วินัยการเงินการคลัง’ ที่ไม่ใช้ถ้วนหน้า

ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย (กนย.) ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยฯ ของไทยพีบีเอส ให้สัมภาษณ์ (7 ต.ค.2569) ชี้แจงทั้งในประเด็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากเปลี่ยนที่มาแหล่งทุน และทั้งข้อวิจารณ์ถึงความคุ้มค่าและประสิทธิภาพที่สะท้อนคุณค่าสื่อสาธารณะท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์สื่อสารมวลชนที่เป็นโจทย์ยากขึ้นทุกที 

ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์

ในฐานะประธาน กนย. แม้เหตุผลเรื่องวินัยการเงินการคลังของผู้เสนอกฎหมายจะฟังดูมีเหตุมีผล จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่ดีนักของประเทศ แต่หมอโกมาตรก็ตั้งข้อสังเกตว่า การจะรักษาวินัยการเงินการคลังกลับไม่ได้ถูกใช้ทั้งระบบในกระบวนการพิจารณางบประมาณของประเทศ มีการใช้เหตุผลเรื่องจัดระเบียบการเงินการคลังมาดำเนินการอย่างเฉพาะเจาะจงกับกองทุน 4 แห่งที่หากเทียบกับปริมาณเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งหมดแล้ว เงินที่ใช้กับ 4 กองทุนนี้ไม่ได้มากมายมหาศาล และทั้ง 4 กองทุนก็อยู่ในส่วนของเงินนอกงบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ต้น จากการเก็บเพิ่มจากผู้เสียภาษีสรรพสามิตอีกที มันไม่ได้ช่วยให้ ‘วินัยการเงินการคลัง’ ของประเทศดีขึ้นตามข้อกล่าวอ้าง

“กรณีของไทยพีบีเอสคือได้เพิ่มมาจากภาษีสรรพสามิตปกติอีก 1.5% ซึ่งมันไม่ได้รวมอยู่ในงบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้น หากจะให้ไทยพีบีเอสไปใช้งบประมาณแผ่นดิน จะกลายเป็นว่าต้องไปใช้เงินกองเดียวกับงบประมาณซึ่งมีข้อจำกัดมากมายอยู่แล้ว มันก็เลยไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลในการที่จะใช้ข้ออ้างเรื่องวินัยการเงินการคลังมาดำเนินการอย่างเฉพาะเจาะจงในส่วนนี้ อันนี้ถ้าหากว่าเปรียบเทียบไปกับการสูญเปล่าในเรื่องการใช้เงินงบประมาณของภาครัฐ เราคงจะเห็นเยอะนะว่ามันสูญเสียไปทั้งระบบมากมาย”

นพ.โกมาตรตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะบทบาทสื่อที่มักจะต้องวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งคำถามกับอำนาจรัฐโดยปริยาย ทำได้มากบ้างน้อยบ้างเห็นต่างกันไป บางฝั่งก็เห็นว่าไทยพีบีเอสอ่อนเกินไป หรือเซ็นเซอร์ตัวเองเกรงใจอำนาจ แต่ฝั่งที่รู้สึกว่าไทยพีบีเอสจ้องจับผิดมากเกินไปก็มีเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเป็นเรื่องปกติ เมื่อรัฐบาลถืออำนาจในการบริหารงบประมาณของแผ่นดิน มีอำนาจในทางกฎหมายและสามารถใช้กำลังบังคับ ย่อมต้องถูกตรวจสอบใกล้ชิดเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขตหน้าที่และบุคลากรของรัฐก็ไม่ได้ซื่อสัตย์สุจริตเสียทั้งหมด

ประธาน กนย.ยังมองว่า ตอนนี้มีเพียงการเสนอแก้ไขแหล่งที่มาเงินบำรุงในมาตรา 11-16 เท่านั้น แต่ถ้ามองในแง่ลบ ที่ผ่านมามีความพยายามรวบอำนาจของภาคการเมืองอยู่อย่างสม่ำเสมอ เป็นเรื่องที่สาธารณชนต้องช่วยกันจับตาว่าจะเปลี่ยนแปลงจำเพาะเจาะจงเรื่องการเงินเท่านั้น หรือจะเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารด้วยหรือไม่ แม้ว่าการเปลี่ยนให้ใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ก็อาจกระทบกระเทือนต่อความเป็นอิสระไม่น้อยแล้ว 

“แม้ว่างบประมาณต่างๆ มีกลไกพิจารณา (ในสภา) แต่เราต้องยอมรับว่า การต้องไปร้องของบจากผู้จัดสรรงบประมาณ อาจจะเป็นความเสี่ยงที่ค่อนข้างใหญ่มากกับการที่องค์กรอาจมีความรู้สึกว่าต้องเซ็นเซอร์ตัวเองหรือเปล่า ต้องระมัดระวังยิ่งขึ้น เพราะอาจถูกขู่ว่าจะตัดงบ หรืออาจมีคนเข้ามาวิ่งเต้นเพื่อที่จะให้ดำเนินการบางเรื่องบางอย่างให้ได้มาซึ่งงบประมาณหรือเปล่า เรื่องเหล่านี้ในระบบแบบเดิมมันไม่มี มันประคองตัวเองมาได้ จะทำหน้าที่สมบูรณ์บ้างไม่สมบูรณ์บ้าง อย่างน้อยก็รักษาความน่าเชื่อถือ ไม่มีใครบอกว่าไทยพีบีเอส รับเงินจากทุน หรือรับเงินจากนักการเมืองได้ ก็ถือว่าเป็นการรักษาความน่าเชื่อถือมาได้ 19 ปี” 

อิสระจากรัฐและทุน ไม่เพอร์เฟ็คแต่ยังทำข่าวตรวจสอบได้

แม้กรรมการนโยบายผู้นี้จะยอมรับว่า ที่ผ่านมาการบริหารจะขาดตกหล่นไปบ้าง แต่สื่อธารณะนี้ก็เป็นทุนทางสังคมของไทยอย่างหนึ่งที่ได้สร้างขึ้นมาเมื่อ 19 ปีก่อน และตอนนี้มันยิ่งมีความจำเป็นมากในสถานการณ์วิกฤตต่างๆ เช่น สถานการณ์ปะทะกันแถวชายแดน ที่จะต้องมีสื่อที่คนให้ความเชื่อมั่นและเชื่อถือได้เป็นสติให้กับสังคม เพราะสถานการณ์เช่นนี้ต้องระมัดระวังมา การสื่อสารออกไปอาจจะไปกระตุ้นอารมณ์ของผู้คนได้ง่าย หรือว่าสถานการณ์ที่เกิดภัยพิบัติอย่างรุนแรง เป็นต้น 

“การมีไทยพีบีเอสซึ่งประชาชนเชื่อถือว่าข่าวที่ออกมา ไม่มี Fake News แน่ บางคนก็จะเปิดแช่ไว้ให้ลูกหลานดูทั้งวันก็ไม่มีพิษมีภัยอะไร เรื่องเหล่านี้ถือว่าเป็นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ความเป็นอิสระอันนี้มันช่วยเป็นสถาบันหนึ่งให้กับสังคมไทย”

เมื่อถาม นพ.โกมาตรว่าเคยมีแรงกระแทกกลับมาที่กรรมการบ้างหรือไม่ จากการนำเสนอข่าวของสถานีโดยเฉพาะรายงานข่าวในประเด็นที่เป็นการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชันของภาครัฐ อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีรายการอย่าง “สามัญชนคนไทย” ตอน ฉันคือปลวก(กินภาษี) ที่เป็นกระแสคนให้ความสนใจมาก

เรื่องนี้เขามองว่าบทบาทของสื่อสาธารณะในการตรวจสอบเป็นหลักที่ต้องวางไว้ให้มั่นคงก่อน ในด้านแรก สื่อสาธารณะต้องดำเนินการเป็นอิสระจากทุน เพื่อให้ยังกล้าไปตรวจสอบหากมีการดำเนินธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือประชาชน กฎหมายของไทยพีบีเอสจึงระบุไว้ชัดเจนว่าทางสถานีจะรับสปอนเซอร์ไม่ได้

“ถ้าเป็นทุนรายใหญ่ของประเทศ มีกรณีปลาหมอคางดำ ถ้าผู้ที่ส่งผลกระทบเหล่านี้เป็นผู้จ่ายเงินสนับสนุนเรา แล้วขู่ว่าจะตัดงบ อันนี้เราก็สูญเสียอิสระ เราทำข่าวกรณีแบบนี้มาก ทั้งเรื่องทุนเทา ขยะพิษขยะอิเล็กทรอนิกส์ และเรื่องหลายเรื่องที่เกี่ยวพันกับภาคธุรกิจ”  

ส่วนด้านที่เป็นอำนาจรัฐที่มีความเสี่ยงถูกใช้เกินขอบเขต มันเป็นเรื่องอำนาจที่ไม่ได้เป็นของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง รัฐบาลเพียงได้รับสิทธิและความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาบริหาร เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะยืนตรงสง่างามได้จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ทำตัวนอกเหนือกฎเกณฑ์และต้องทำให้รัฐบาลถูกตรวจสอบได้ 

นพ.โกมาตรบอกว่ากรณี “ฉันคือปลวก(กินภาษี)” ไม่ได้มีแรงปะทะเข้ามาโดยตรง แม้จะมีคนตั้งข้อสังเกตอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ถูกแทรกแซงเข้ามาโดยตรงในลักษณะนั้น เขามองว่าถ้าตัวเขาเป็นรัฐบาลจะดีใจที่ปัญหาต่างๆ อย่างการสร้างตึกสร้างอาคารแล้วมีการปล่อยปละละเลย แล้วสื่อเอามาให้ดู สื่อสาธารณะได้เป็นพันธมิตรในการสร้างความร่วมรับผิดรับชอบ (accountability) ร่วมกันและเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลจะเข้าไปจัดการ 

“เพราะฉะนั้นในแง่หนึ่ง รัฐบาลในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยให้สิทธิในการตรวจสอบกับสื่อ ก็จะต้องมองว่าสื่อเป็นพันธมิตรในการสร้างระบบที่น่าเชื่อถือ ในการทำให้รัฐบาลมีโอกาสไปจัดการความไม่ชอบมาพากลทั้งหลาย ไม่ใช่ว่าพอไปเปิดเผยว่ามันมีปัญหามีอะไรก็จะมาโกรธสื่ออย่างนี้มันไม่ได้”

ไม่แทรกแซงกองข่าว 

ในขณะที่ไทยพีบีเอสยืนยันความสำคัญของความเป็นอิสระจากทุนและฝ่ายการเมืองเพราะจำเป็นที่ต่อภารกิจของสื่อ ทำให้กลไกของไทยพีบีเอสถูกสร้างให้มีระบบคณะกรรมการในการพิจารณาเรื่องต่างๆ แยกจากฝ่ายบริหารสถานีที่ดูแลเนื้อหา ไปจนถึงการมี ‘สภาผู้ชมและผู้ฟัง’ ที่คอยให้ feedback กับสถานี แต่การได้รับเงินบำรุงที่ล็อกไว้ให้ตามกฎหมายมาเรื่อยๆ อย่างมั่นคงก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไทยพีบีเอสลอยตัวจากการถูกตรวจสอบ ไปจนถึงเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่า เรื่องนี้จะต้องสร้างสมดุลกันอย่างไร

ประธาน กนย. มองว่า ด้วยระบบที่มีอยู่ตอนนี้สามารถป้องกันการถูกแทรกแซงได้ดีพอสมควรทำให้ไม่มีใครสั่งให้ทำข่าวอะไรหรือสั่งให้หยุดออกข่าวอะไรได้ แม้แต่กรรมการนโยบายที่ตั้งมาตามกฎหมายก็ยังไม่สามารถที่ไปบอกบรรณาธิการข่าวให้ทำข่าวเรื่องไหนได้ 

“บางคนคิดว่าบอกประธานกรรมการนโยบายว่าอยากจะให้ไปช่วยทำข่าวที่นั่นหน่อย ไปทำเรื่องนี้หน่อยอะไรแบบนี้ ผมก็จะตอบไปเสมอเลยนะว่ามันไม่ได้เลย กรรมการนโยบาย 9 คนจะไปบอกว่าขอเข้าไปนั่งในกองบรรณาธิการข่าว ไปดูซิว่าตัดสินใจข่าวรายวันกันยังไงไม่ได้ หรือจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่ให้นำเสนอ หรือนำเสนอเรื่องนี้หน่อย ไม่ได้ ทำได้เพียงแค่วางทิศทางซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย” 

นพ.โกมาตรยกตัวอย่างที่กรรมการจะทำได้ เช่น ตรวจสอบว่ารายการผังรายการต่างๆ ให้ความสำคัญกับสื่อพลเมืองเพียงพอหรือไม่ เป็นปากเป็นเสียงให้กับกลุ่มเปราะบาง คนพิการ พี่น้องชาติพันธุ์ หรือว่าผู้ด้อยโอกาสเพียงพอหรือเปล่า เป็นทิศทางใหญ่ๆ ที่เป็นหน้าที่ของสื่อสาธารณะเท่านั้น แม้แต่ผู้อำนวยการที่เข้าไปประชุมกับกองบรรณาธิการข่าวก็เคารพในวิจารณญาณในวิชาชีพของคนทำข่าว

“เราก็ไม่แน่ใจว่าในอนาคต เมื่อต้องไปต่อรองเพื่อให้ได้งบประมาณมาเป็นปีๆ ไป แต่ละปีมันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปจนเสียหลักการอันนี้หรือเปล่า”

แม้ว่าไทยพีบีเอสเองจะมีทั้งกลไกถ่วงดุลกันภายในอยู่แล้วก็ตาม ก็ยังดูเหมือนว่าทั้งสังคมภายนอกและคนในมีข้อห่วงกังวลว่า หากถูกเปลี่ยนที่มาเงินบำรุงแล้วจะกลายเป็น NBT2 หรืออาจถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซงผ่านระบบงบประมาณ

นพ.โกมาตรชี้ว่า เพราะกระบวนการตรวจสอบเหล่านี้ มันเป็นกระบวนการตรวจสอบในชั้นของการปฏิบัติการ แต่ว่าเรื่องของทิศทางและความเป็นอิสระขององค์กรกลไกเหล่านี้ขึ้นอยู่กับกรรมการนโยบายอย่างเดียว

ทำข่าวสำคัญที่คนอื่นไม่ทำ-ภารกิจปั้นคน 

ส่วนประเด็นเงินบำรุง 2,000 ล้านบาทที่ได้มาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยไม่ต้องไปขออนุมัติจากคณะกรรมาธิการงบประมาณ หรือสำนักงบประมาณ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไทยพีบีเอสจะไม่มีข้อจำกัด เพราะเพดานนี้อยู่มา 19 ปีแล้ว ในขณะที่งบประมาณรายจ่ายประจำปีเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 200% หน่วยงานต่างๆ ได้รับงบประมาณไล่เลี่ยกันตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30-60% 

“สำหรับไทยพีบีเอสไม่เคยได้เพิ่ม แม้กฎหมายกำหนดไว้ให้ขอเพิ่มได้ เราก็มีความรู้สึกว่ามันขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจสังคม และผลงานของเราดีพอที่ไปขอเพิ่มหรือยัง อันนี้ต้องยอมรับว่างบไม่ได้ขอเพิ่ม แต่ภารกิจเพิ่มเยอะมาก” 

นพ.โกมาตรเล่าว่าเดิมทีสำนักสื่อดิจิทัลของไทยพีบีเอสแทบจะไม่มีงานต้องทำเท่าไร ทำให้ไม่ต้องใช้งบประมาณนัก แต่เมื่อต้องทำงานด้านสื่อดิจิทัลขึ้นมาทำให้ต้องลงทุนด้านดิจิทัลหลายอย่าง ทั้งระบบเก็บข้อมูลดิจิทัล ระบบความปลอดภัยทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ จ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยไซเบอร์ ค่าขยาย Bandwidth เพื่อรองรับคนที่เข้ามาดูละครในเว็บไซต์ ตอนนี้มี AI ก็ต้องตามให้ทัน

นอกจากนั้น ไทยพีบีเอสยังมีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับข่าวภัยพิบัติที่ปัจจุบันรุนแรงและถี่ขึ้น ทำให้ต้องใช้งบประมาณไม่น้อย เพราะเป็นงานข่าวที่ต้องรวดเร็วพร้อมกับมีประสิทธิภาพด้วย 

“อันนี้เป็นจุดเด่นที่ว่าไทยพีบีเอสไม่ต้องพึ่งโฆษณา พอสถานการณ์เกิด เราก็ล้มผังรายการเลย เพราะว่าเราไม่ต้องติดค้างว่า โอ้ เรารับสปอนเซอร์เขาไว้ แล้วเราไม่ได้ออกอากาศให้เขา ต้องไปจัดคิวชดเชยสปอนเซอร์ให้กับธุรกิจเอกชน อันนี้เราไม่ต้องเลย เราดูความจำเป็น ความต้องการของประชาชนเป็นหลัก เราล้มผังไปได้เลย ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ล้มบ่อย”

เขายกตัวอย่าง สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่กรุงเทพฯ รอบนี้ที่ไม่ใช่เพียงแค่ล้มผังรายการเท่านั้น แต่ยังมีทรัพยากรบุคคลที่ลงพื้นที่ไปทำข่าว และทำภารกิจซึ่งไม่ใช่ภารกิจโดยตรงของสำนักข่าวแต่เนื่องจากเราเป็นผู้เข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ก็อยู่ในวิสัยทำได้  เช่น การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้น ในตอนน้ำท่วมหาดใหญ่ก็จะเห็นชัดมากว่าคอลเซ็นเตอร์ไม่พอ มีคนเขาโทรเข้ามามาก ทำให้ต้องเซ็ตระบบคู่สายมา 50 คู่สายและใช้วิธีระดมอาสาสมัครเข้ามา ต้องมีข้าวปลาอาหารเลี้ยง ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 

นอกจากนั้นภารกิจถ่ายทอดสดงานต่างๆ ที่มีค่าใช้จ่ายสูงมากอย่างเช่น รัฐพิธี การแข่งขันกีฬาท้องถิ่นหรือกีฬาคนพิการ หรือการถ่ายทอดสดอื่นๆ ของรัฐที่ไม่เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งสื่อเอกชนรายอื่นลดภารกิจพวกนี้ลงไปแล้วเพราะไม่สร้างกำไร แต่ไทยพีบีเอสยังคงมีศักยภาพจะทำอยู่ และรัฐเองก็ยังมาพึ่งพาอยู่ จุดนี้เคยคิดว่าจะต้องลดกำลังคนเพื่อให้เล็กลงกว่าเดิมเหมือนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มา 

อีกทั้งเมื่อสำรวจตลาดแล้วว่าขาดส่วนไหนอยู่ก็ต้องเข้าไปชดเชยตรงนั้น รวมถึงรายการด้านการศึกษาสำหรับเด็ก ไม่มีสถานีไหนทำแล้ว แต่เมื่อไทยพีบีเอสทำก็ได้พบว่ามีวิวในช่องยูทูบเข้ามาเป็นหลักร้อยล้านวิวในช่วงโควิด-19 ระบาดและยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

อีกทั้งในกฎหมายยังกำหนดให้ไทยพีบีเอสเป็นสถาบันวิชาการด้านสื่อสาธารณะด้วย ทำให้ต้องมีงานฝึกอบรมคนทำงานด้านสื่อสารมวลชนด้วย ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมาไทยพีบีเอสเน้นสร้าง Creative Content Creator จำนวนมาก และยังคงจัดอบรมผู้ประกาศ จัดอบรมการเขียนบท มีการจัดอบรมการถ่ายภาพ มีการจัดอบรมการทำสารคดี เพื่อยกระดับคุณภาพสื่อของประเทศ และได้สนับสนุนผู้ผลิตอิสระมากขึ้น 

“ที่ผ่านมามีการตั้งคำถามว่า เงิน 2 พันล้านเอามาใช้กันเองภายในองค์กร ในขณะที่สื่อภายนอก พอเกิดสถานการณ์ผันผวนทางเศรษฐกิจ เขาก็ดิ้นรน มันไม่มีแหล่งรายได้ที่ทำให้เขาดำเนินวิชาชีพของเขาต่อได้ อันนี้เราก็ตระหนักมากว่าเราต้องสนับสนุนผู้ผลิตอิสระ ก็เลยเกิดโครงการต่างๆ ขึ้น” 

นพ.โกมาตรเสริมว่า ด้วยเหตุนี้ทำให้มีการจ้างผลิตจากคนนอกเยอะและรายการเดิมก็ไม่ได้ลดลง แต่ทำให้ต้องเอางานเก่ามาเผยแพร่ซ้ำน้อยลงเพราะได้งานจากสื่ออิสระมาเผยแพร่มากขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้วงการสื่อสารมวลชนเข้มแข็งไปด้วยกันและไม่ได้มีแค่ไทยพีบีเอสที่ทำเพื่อสาธารณะแต่ก็ยังมีสำนักข่าวอื่นๆ อยู่ด้วยที่ไม่ได้ทำงานเพื่อหวังกำไรสูงสุด 

“ผมเคยถามในที่ประชุมนะ เราจะสนับสนุนสำนักข่าวแบบนี้ยังไง กฎหมายก็มีข้อจำกัดนะ เราจะไปเที่ยวให้ทุนอะไรซี้ซั้วไม่ได้ ก็ต้องมีหลักมีเกณฑ์ แต่ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราทำมากขึ้น” 

ประธาน กนย.มองว่าด้วยงบประมาณ 2,000 ล้านบาทด้วยปัจจุบันภารกิจที่ทำมีมหาศาล และหากเทียบกับกรมประชาสัมพันธ์ที่ได้งบประมาณจากรัฐบาลพอๆ กัน แม้ว่าภารกิจในการเป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาลของกรมประชาสัมพันธ์จะทำให้ต่างไปจากไทยพีบีเอส แต่ว่าการปฏิบัติงานไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ 

ประธาน กนย.ยังบอกอีกว่าส่วนที่ลงทุนไปตอนนี้ก็ทำให้ไทยพีบีเอสมีทั้งที่ดินที่ตั้งสถานี มีเครื่องมือทำงาน มี footage ที่เก็บสะสมไว้จำนวนมาก ฐานข้อมูล ซึ่งไม่ได้สูญหายไปไหนและมูลค่าเป็นแสนล้านอยู่ในระบบของไทยพีบีเอส ไปจนถึงสิ่งที่ไม่ใช่ทรัพย์สินอย่างเครือข่ายนักข่าวพลเมืองที่ส่งงานมาเผยแพร่ในรายการข่าวปกติของช่องไม่ใช่แค่ในส่วนของรายการนักข่าวพลเมืองด้วย ทำให้นักข่าวพลเมืองเหล่านี้เติบโตในหน้าที่การงานหลายคนก็กลายเป็นผู้ผลิตอิสระไปแล้ว ซึ่งเป็นผลจากข้อเสนอของกรรมการที่ให้เพิ่มบทบาทของพวกเขาในงานของสถานี

กฎหมายไม่อนุญาตให้หารายได้เอง

เรื่องกลไกตรวจสอบความโปร่งใส ประธาน กนย.ชี้ว่าเข้มข้นอย่างมากและกลายเป็นข้อจำกัดในการมีช่องทางรายได้อื่นๆ เพิ่มเติม ถ้าเทียบกับสื่อสาธารณะของประเทศอื่นที่สามารถหาเงินสนับสนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรสาธารณะประโยชน์อื่นๆ เพิ่มเติมได้

“ในกรณีของไทยพีบีเอส ปัจจุบันมีข้อจำกัดมากเลย ยกตัวอย่างง่ายๆ เราเอาวิดีโอขึ้นไปที่ YouTube เขาก็มีช่องทางแทรกโฆษณาที่สามารถแบ่งรายได้มาให้ไทยพีบีเอสได้ แต่ไทยพีบีเอสก็รับไม่ได้ เพราะชื่อมันเรียกว่า Advertisement ก็คือเป็นเงินโฆษณา ไทยพีบีเอสรับงบโฆษณาไม่ได้เลย”

นพ.โกมาตรเล่าถึงเรื่องหนึ่งที่เพิ่งประชุมกันไปว่าจะต้องระมัดระวังอย่างมากคือ การขายเนื้อหาให้กับแพลตฟอร์มต่างๆ แต่ก็ยังติดประเด็นว่า แม้จะทำได้มากขึ้นแล้วก็ยังมีบางคนตั้งคำถามถึงความถูกต้องตามมา จะต้องทำตามโจทย์ของแพลตฟอร์มถึงจะขายได้หรือเปล่า การให้แพลตฟอร์มเอกชนมากำหนดประเด็นของเนื้อหางานที่ไทยพีบีเอสผลิตเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้

“ที่บอกว่าไทยพีบีเอสอยากเป็นอิสระก็ไปหาเงินเอง เงินมันไม่ได้ลอยอยู่กลางอากาศ มันมีเจ้าของ เงินทุนใหญ่ๆ มันก็อยู่กับทุนใหญ่ ถ้าเราต้องไปพึ่งทุนใหญ่ มันก็อาจจะถูกแทรกแซงง่าย ทางที่ดีที่สุดก็คือพึ่งรัฐที่มีอำนาจหน้าที่และต้องถูกตรวจสอบอยู่แล้ว ถ้าหากว่ารัฐเห็นว่ากลไกการตรวจสอบเหล่านี้มีคุณค่าในการสร้างความรับผิดรับชอบในระบบ แล้วก็ทำให้เราเป็นอิสระ อันนี้ก็ถือว่าเป็นโมเดลที่ดีที่สุด ในต่างประเทศก็ยังถือว่าโมเดลของไทยพีบีเอส เป็นโมเดลที่ดีที่สุดโมเดลหนึ่งของโลก” 

ประธาน กนย.ยกกรณี BBC มาเปรียบเทียบ โดย BBC ได้รายได้จาก License Fee แต่รายได้ก็ลดลงเพราะคนรุ่นใหม่ไม่มีโทรทัศน์แล้ว จึงปรับเปลี่ยนมาให้มีรายได้จาก BBC Studio ที่รับผลิตรายการ 

“แน่นอนถ้าเศรษฐกิจดี วงการสื่อตื่นตัว มีตลาด มีคนมาใช้ ก็มีรายได้ แต่ ณ ปัจจุบันสื่อพาณิชย์ดิ้นรนอย่างหนักเลย ไม่ใช่เพราะไม่มีสตูดิโอนะ แต่เพราะว่าภูมิทัศน์สื่อมันเปลี่ยนแปลงไป หรือว่าที่อื่นๆ ก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกันว่าต้องแสวงหาทางเลือก” 

นพ.โกมาตรกล่าวว่า กรณีของไทยพีบีเอส ถ้าเปรียบเทียบกันจะคล้ายกับ BBC กับ Channel 4 รวมกันในแง่ที่ BBC เป็นเป็นมาตรฐานในความเป็นสื่ออิสระในสังคมประชาธิปไตยของโลก ขณะเดียวกันยังมี Channel 4 ที่เน้นในการเป็นปากเสียงให้กับผู้ไร้โอกาส คนที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงทางการเมือง หรือว่าถูกกีดกันออกจากการมีส่วนร่วม ซึ่งไทยพีบีเอสมีทั้ง 2 เรื่องนี้ประกบกันอยู่ ทั้งงานด้านตรวจสอบทั้งงานการส่งเสริมสิทธิ 

ระบบตรวจสอบหลายชั้นยิ่งกว่าราชการ จนทำงานยาก

ประธาน กนย.มองว่าแม้ไทยพีบีเอสต้องมีความเป็นอิสระ แต่ก็ต้องถูกตรวจสอบ คนมักเข้าใจว่าพอเป็นอิสระแล้วไทยพีบีเอสไม่มีกลไกการตรวจสอบใดๆ แต่ที่จริงแล้วมีกลไกตรวจสอบทั้งภายในและจากภายนอกอย่างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) บริษัทรับตรวจสอบที่ สตง.ให้การรับรอง รวมถึงคณะกรรมการอิสระที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกด้วย

“ไทยพีบีเอสถูกตรวจสอบโดย สตง. ตอนนี้ สตง.ก็เข้าไทยพีบีเอสอย่างหนักเลย เพราะว่ามันมีเรื่องที่คนตั้งข้อสังเกตกัน แล้วรายงานของ สตง.ก็ตรงกับที่เราวินิจฉัยปัญหาภายใน ในหลายๆ ข้อจำเป็นต้องแก้  แม้ว่าไม่มีข้อสังเกตเหล่านี้มาเราก็ตระหนักอยู่แล้ว แล้วก็กำลังแก้อยู่”

การตรวจสอบจากภายนอก นอกจาก สตง.แล้วยังมีหน่วยตรวจสอบภายนอกที่ไทยพีบีเอสจ้างบริษัทเข้ามาตรวจสอบการเงินและงบประมาณอีกชั้นด้วย โดยเป็นองค์กรวิชาชีพอิสระที่ สตง.ให้การรับรอง และ สตง.ต้องรับรองให้เข้ามาตรวจสอบด้วย บริษัทเหล่านี้จะเข้ามาทำงานตรวจสอบมั่วๆ ไม่ได้เพราะอาจถูกถอนใบอนุญาต 

“พอตรวจสอบเสร็จก็ต้องมารายงานกับกรรมการนโยบาย พร้อมกับข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาถ้าเจอ ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้กรรมการนโยบายต้องกำกับว่าจะแก้ให้เสร็จวัน/เดือน/ปีที่เท่าไหร่ ใครรับผิดชอบ”

ประธาน กนย.กล่าวถึงกลไกที่สาม กรรมการตรวจสอบอิสระที่ไทยพีบีเอสเชิญผู้ที่มีคุณวุฒิและมีชื่อเสียงเข้ามาทำการตรวจสอบ หากกรรมการเหล่านี้ทำงานแบบไม่สนใจใยดีปล่อยให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นก็กระทบกับชื่อเสียงของพวกเขาที่สะสมมาตลอดชีวิต 

“ขึ้นชื่อว่า เป็นกรรมการตรวจสอบขององค์กรสื่อสาธารณะ เขาก็ไม่เคยอ่อนข้อให้กับข้อค้นพบใดๆ ที่ปรากฏ ถ้าหากว่าไปดูกรรมการตรวจสอบ (กต.) ในเว็บไซต์ก็จะเห็นว่า ในอดีตเราเคยมีใครบ้างที่นั่งอยู่ใน กต.แต่ละคนผมคิดว่าเราเคารพได้อย่างสนิทใจนะ” 

ส่วนการตรวจสอบภายใน นพ.โกมาตร อธิบายว่าในไทยพีบีเอสมีสำนักตรวจสอบภายใน ที่ต้องดำเนินการทำแผนตรวจสอบ ประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และรายงานทุกไตรมาส งานจึงเยอะมากและเป็นสำนักที่ถูกเร่งรัดอย่างมาก 

ในด้านเนื้อหายังมีสภาผู้ชมสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ซึ่งคอยดูเนื้อหาที่สถานีนำเสนอ และมีอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียนคอยรับเรื่องร้องเรียนการนำเสนอข่าวผ่านทางเว็บไซต์ด้วย 

“สำหรับกรรมการชุดนี้ พนักงานกลัวมากนะ ถ้ามีเรื่องร้องเรียนเข้ามาชุดนี้จะเรียกเข้ามาสอบข้อเท็จจริง มันเหมือนกับเข้าห้องเย็น อันนี้ก็เป็นกลไกที่ศักดิ์สิทธิ์ในการทำให้โปร่งใส กลไกนี้ไม่ได้มีแต่คนใน กนย. ยังมีบุคคลภายนอก จากสภาผู้บริโภค จากองค์กรด้านสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นอิสระไม่อยู่ในคำสั่งของเราได้เลย” 

ประธาน กนย.กล่าวถึงการทำรายงานประจำปีที่ให้บริษัทหรือหน่วยวิจัยเข้ามาทำ เดิมทีเคยให้กรรมการนโยบายเข้ามาคุมการทำรายงานเอง แต่ปัจจุบันให้กรรมการอิสระอีกชุดหนึ่งเข้ามาคุมการประเมิน เพราะหากกรรมการเข้ามาคุมเองก็จะไม่กล้าวิจารณ์การทำงานของกรรมการนโยบายกัน 

ส่วนของรายงานประจำปี ทำออกมาแล้วก็ต้องส่งไปรายงานต่อรัฐสภาที่มี สส.และ สว. ซึ่งมีผู้แทนที่เป็นสื่อมวลชนอาวุโสอยู่ด้วยและรู้เรื่องเกี่ยวกับไทยพีบีเอสอย่างดี เมื่อทางสภาถามสิ่งใดมา ไทยพีบีเอสก็ไม่สามารถปล่อยไปเฉยๆ ได้ ต้องรายงานต่อสภาในปีถัดไปด้วยว่ามีความคืบหน้าในการดำเนินการอย่างไรบ้าง

ดังนั้น ในมุมของประธาน กนย.จึงเห็นว่า ไทยพีบีเอสถูกทุกคนตรวจสอบได้หมด เพียงแค่มีคนร้องเรียนเข้ามา เป็นข่าว หรือแม้แต่เป็นบัตรสนเท่ห์ไม่ได้ลงชื่อ กรรมการนโยบายต้องพิจารณาแล้วต้องตอบ ต้องบันทึกในรายงานการประชุม ต้องแจ้งว่าเรื่องนี้มีมูล ไม่มีมูล แล้วจะดำเนินการอย่างไร  

“กลไกการตรวจสอบเหล่านี้ ผมคิดว่ามันเยอะเกินด้วยซ้ำ เยอะจนไม่กล้าเสี่ยง กลายเป็นระบบแบบราชการที่ว่าทุกอย่าง Play Safe เอาไว้ก่อน ถ้าจะริเริ่มเรื่องอะไร ลงทุนเรื่องอะไรที่มันแปลกใหม่ เดี๋ยวถูกตรวจสอบ แล้วถ้ามันล้มเหลวขึ้นมา ต้องรับผิดชอบ ต้องถูกทวงเงินคืน ซึ่งการทำงานแบบเซฟไว้ก่อน มันกลายเป็น Mentality ขององค์กรที่ได้รับงบประมาณในลักษณะนี้ แต่ถ้าหากจะเสี่ยงออกไป ระเบียบกฎเกณฑ์มันเยอะครับ” 

นพ.โกมาตรกล่าวต่อว่า แม้ไทยพีบีเอสจะเป็นองค์กรที่ถือว่าเป็นอิสระ แต่ระเบียบการเงินระเบียบจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้อ่อนกว่าราชการและอาจเคร่งครัดกว่าด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้องค์กรไม่กล้าเสี่ยงลงทุนหรือกล้ามองไปข้างหน้าด้วยเหมือนกัน เรื่องนี้จึงเป็นสมดุลที่ต้องดูแล 

การหาสมดุลระหว่างกรรมการและฝ่ายข่าว

หากกลไกตรวจสอบเข้มข้นดังว่า คำถามที่ตามมาคือ คนทำข่าวจะมีอิสระแค่ไหนเพราะในการบริหารองค์กรต้องคอยกังวลระมัดระวังการถูกตรวจสอบ แบบนี้จะมีเรื่องกินแหนงแคลงใจกันระหว่างฝ่ายบริหารและคนทำงานบ้างหรือไม่ 

“ก็มีกันบ้าง มี Tension มีแรงตึงกันอยู่เป็นธรรมดาในทุกๆ ระบบ ฝั่งที่ต้องดูแลเรื่องกฎระเบียบก็จะอนุรักษนิยมหน่อย ฝั่งที่ก็ทำงานสร้างสรรค์เขาก็อยากจะสร้างสรรค์หน่อย แต่ผมคิดว่ามันเป็นความท้าทายของผู้บริหาร” 

สำหรับตำแหน่งกรรมการนโยบายจะเป็นคนดูทิศทางยุทธศาสตร์และธรรมาภิบาลขององค์กร แต่การขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่กล้าสร้างสรรค์ หรือที่ผู้อำนวยการสถานีคนล่าสุดอย่างวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เรียกว่า “ความเล่าร้อน” ก็เป็นหน้าที่หลักของผู้บริหาร 

ประธาน กนย.กล่าวถึงกระบวนการเลือกผู้อำนวยการครั้งล่าสุดที่ผ่านมาด้วยว่า ถือได้ว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของไทยพีบีเอส เพราะกรรมการนโยบายชุดนี้ตระหนักดีว่าหากกระบวนการนำคนเข้าสู่ตำแหน่งไม่มีความเข้มข้น ก็จะได้คนระดับปานกลางเข้ามา จึงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรก็ที่จะได้คนที่กล้าหาญ กล้าทำและมีความพร้อมเข้ามา 

“เราเปิดกว้างมาก มีการดีเบตออนไลน์ มีการเปิดให้เจ้าหน้าที่เข้าร่วมตั้งคำถาม มีการจำลองสถานการณ์เพื่อให้ผู้บริหารได้แสดงวิสัยทัศน์บนปัญหาที่เป็นจริงขององค์กร และการเลือกไม่ใช่เลือก ผอ.คนเดียว แต่ให้คนที่สมัคร ผอ.เสนอมาเลยว่าทีมของคุณจะมีใครบ้าง แล้วคุณจะมอบหมายให้ทีมของคุณที่เป็นรองผู้อำนวยการไม่เกิน 4 คนทำหน้าที่อะไร พร้อม defend ว่าเขาเหมาะสมยังไง” 

เหตุที่ทำเช่นนั้นเพราะคณะกรรมการนโยบายตระหนักถึงจุดอ่อนขององค์กรที่มีโครงสร้างวัฒนธรรมของการอยู่กันมานาน  หากได้ผู้บริหารที่ไม่แข็งแรงก็เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ยาก โดยนพ.โกมาตรรู้สึกว่านั่นเป็น ‘ผลงานที่น่าประทับใจ’ เพราะเมื่อได้ผู้บริหารชุดใหม่ก็มีหลายอย่างที่คณะกรรมการนโยบายคาดหวังอยากจะเห็นได้ขับเคลื่อน

เขายกตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงหนึ่งคือ ระบบการบริหารทรัพยากรขององค์กร อย่างฟุตเตจ ภาพข่าว ข้อมูลเดิมที่เคยอยู่เป็นไซโลของแต่ละสำนักก็มาอยู่เป็นระบบเดียว คุมทรัพยากรได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เพื่อเตรียมพร้อมไปสู่การสร้าง National Streaming Platform ที่คณะกรรมการคาดหวังต่อทีมบริหารให้ทำถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมถึงเรื่องเรตติ้งด้วย 

“ที่เคยบอกว่า ไม่ต้องไปสู้เค้าเรื่องเรตติ้ง ไม่ครับ เราสู้เลย การสู้เรื่องเรตติ้ง จะแพ้หรือชนะไม่รู้ เพราะเราไม่ได้ผลิตรายการที่เน้นเร้าอารมณ์ของผู้ฟังหรือเน้นเรื่องราวชาวบ้านที่เป็น mass มากนัก แต่การที่เราต้องเอาตัวเองไปเทียบกับอุตสาหกรรมสื่ออื่นๆ มันเปลี่ยน Mindset หรือเปลี่ยนวิธีคิดของคนในองค์กร” 

นพ.โกมาตรเล่าว่า เดิมที ไทยพีบีเอสเคยรู้สึกว่าไม่ต้องเทียบกับใคร แต่จากการไปคุยกับเนตฟลิกซ์ หรือเอกชนรายใหญ่ทำให้ได้เห็นวิธีคิด การทำงาน คุณภาพการผลิตของเขา เลยได้สะท้อนกลับมาในระบบของสถานีด้วย 

“พอเราเคี่ยวเข็ญ เราก็วางเลยว่าเรตติ้งต้องขึ้นจากระดับ 14 เป็นระดับ 12 และระดับ 10 หรือต่ำกว่า 10 ในที่สุด มีระยะเวลากำหนดให้ ซึ่งตอนนี้มันก็ขยับนะ ถึงวิธีการวัดยังแกว่งอยู่ ถ้าแยกไปวัดเป็นหมวดๆ ดีขึ้นอย่างมาก เว็บไซต์ตอนนี้อันดับ 2 ของประเทศ YouTube ยอดขึ้นมาอย่างมีนัยยะสำคัญ ในทุกๆ แพลตฟอร์มมันดีขึ้น ผมคิดว่าเราควรจะเปลี่ยนวิธีคิดที่เคยไม่แคร์เรตติ้ง อันนี้ควรจะตัดทิ้งไปเลย เราไม่รู้หรอกว่าเราจะไต่อันดับเรตติ้งได้ดีขนาดไหน แต่วิธีคิดที่ไม่แคร์เรตติ้ง ทำให้องค์กรไม่กระตือรือร้น”

อย่างไรก็ตาม ประธาน กนย.ก็มองว่ายังมีรายการที่ไม่เป็นที่นิยมเช่น รายการที่เป็นประเด็นคนพิการซึ่งยากมากที่จะทำให้เรตติ้งดี แต่เสียงของพวกเขายังคงมีความหมายในฐานะมนุษย์ที่มีสิทธิที่จะได้พูดเรื่องของตัวเอง หรือรายการที่จะต้องเสี่ยงหน่อย เช่น การวิพากษ์วิจารอำนาจก็ต้องมีคู่กันไปด้วย

เขาไม่อยากให้องค์กรอยู่ใน Safe Zone แต่คนที่เคยบริหารงานหน่วยงานขนาดใหญ่ก็จะรู้ว่า ผู้คนที่เคยอยู่กันแบบหนึ่งมาแล้วจะชวนให้ออกจาก Safe Zone จำเป็นต้องใช้เวลา ซึ่งทีมบริหารชุดใหม่ก็เพิ่งเข้ามาได้ปีเดียว ส่วนกรรมการนโยบายเข้ามาได้เกือบ 2 ปีแล้ว และช่วงท้ายของทีมบริหารชุดก่อนมีเรื่องคั่งค้างที่ต้องจัดการเพื่อส่งต่องานให้กับทีมใหม่ด้วย

“ในกรรมการนโยบายตั้งเป้าไว้ในระยะ 4 ปีของวาระกรรมการ เราอยากจะเห็นไทยพีบีเอสยืนตรง สง่างาม กล้าหาญที่จะให้คนเข้ามาตรวจสอบ ปัจจุบันถ้าเข้ามาตรวจสอบก็คงจะเจอแหละนะ มันก็ต้องมีข้อผิดพลาดบ้าง ระบบต่างๆ มันยังไม่เข้าที่เข้าทาง แต่ว่า 4 ปีนี้ผมคิดว่าเป็นการท้าทายกรรมการนโยบายชุดนี้ด้วยว่าจะมีปัญญาสร้างระบบธรรมาภิบาลที่ประชาชนไว้วางใจ แล้วก็เชื่อถือว่างบประมาณที่ได้รับจะไม่มีการจ่ายกันแบบไม่สมเหตุสมผล”

ปรับยุทธศาตร์รับขาลงวงการสื่อสารมวลชน

ประเด็นสุดท้ายที่ได้คุยกับประธาน กนย. คือไทยพีบีเอสจะอยู่ต่อไปอย่างไร ท่ามกลางขาลงของวงการสื่อสารมวลชน ทุกสำนักข่าวยิ่งนานวันยิ่งต้องดิ้นรนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง trend การรับข่าวสารของผู้อ่านผู้ชมและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียซึ่งปรับอัลกอริธึมอยู่ตลอด

นพ.โกมาตรบอกว่าความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อเป็นเรื่องที่ไทยพีบีเอสตระหนักอย่างยิ่งว่ากำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ตอนนี้ทำแผนยุทธศาสตร์อยู่ และบางเรื่องก็ทำไปแล้ว โดยขออธิบายจำแนกพื้นที่สื่อออกเป็น 5 พื้นที่ยุทธศาสตร์ 

ส่วนแรก การออนแอร์ข่าวทางสถานีโทรทัศน์ มุ่งสู่การเป็นรายการสด และมีรายการร้องทุกข์ต่างๆ เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนมาร้องทุกข์ได้ 

ส่วนที่สอง YouTube ไทยพีบีเอสเคยมี 30 กว่าช่อง เพราะที่ผ่านมาต่างคนต่างเปิดช่องกันเองในสถานี ทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรและกระจัดกระจาย ตอนนี้เริ่มพยายามยุบให้เหลือแค่ 8 ช่อง เฉพาะที่เป็น ช่องข่าว ช่องสารคดี ช่องการศึกษาเด็ก ช่องกีฬา เป็นต้น แล้วก็ไม่ใช่ว่าใครจะโพสต์กันเองได้ ซึ่งตรงนี้ต้องการการจัดทัพจัดแถวใหม่หมด 

ส่วนที่สาม คือ Social Media จะเน้นการถูกมองเห็น (visibility) ที่ตอนนี้ยอดถูกมองเห็นใน Tiktok ขึ้นอันดับต้นๆ เพื่อให้คนมี engage คลิกต่อไปยังช่องทางอื่นอย่าง YouTube หรือเว็บไซต์ หรือเข้าไปในแพลตฟอร์ม VIPA (อ่านว่า วิภา)

นพ.โกมาตรแสดงข้อมูลสถิติยอดเข้าชมและ engagement จาก ไทยพีบีเอส

ส่วนที่ 4 แพลตฟอร์ม VIPA เป็นแพลตฟอร์มที่ทำไว้เพื่อให้คนสามารถเข้าไปดูเนื้อหาของไทยพีบีเอสย้อนหลังได้ ปัจจุบันยังมีเนื้อหาที่ผลิตขึ้นเฉพาะสำหรับ VIPA ด้วย อีกทั้งกำลังมีการพูดคุยกับผู้ผลิตรายการรายใหญ่ของไทยที่มีคลังภาพยนตร์เก่าอยู่ สิ่งนี้จะเป็นส่วนที่ทำมาเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเป็น National Streaming Platform (แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ) แต่ตอนนี้ยังต้องรอทาง กสทช. ที่เป็นต้นคิดว่าจะตัดสินใจอย่างไร 

ประธาน กนย. เล่าต่อถึงประเด็น National Streaming Platform ว่าฝั่งทุนเอกชนก็อยากได้สัมปทานนี้เพื่อคุมสื่อของประเทศให้มากขึ้น แต่ทางไทยพีบีเอสเองก็พร้อมที่จะเข้าไปรับ ฉะนั้นทุกวันนี้การลงทุนในโครงสร้างทางดิจิทัลจึงเน้นย้ำความพร้อมที่จะไปเป็น National Streaming Platform มาก  

ส่วนสุดท้าย คือ เว็บไซต์ ซึ่งเสมือนพื้นที่หลังบ้านของไทยพีบีเอสที่ไม่ใช่แค่ให้คนเข้ามาดู แต่ยังเป็นคลังเนื้อหาขององค์กรด้วย 

“อันนี้คือภาพที่เราเห็นชัดมาก แล้วเราไม่ได้คิดว่า 5 พื้นที่นี้จะบริหารแยกกัน ไอเดียหัวใจของมันก็คือผู้รับชมเป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าเขาจะเข้ามาจากทางไหน เขาจะทะลุไปทั้ง 5 พื้นที่นี้ได้ เป็น user experience ที่ seamless อันนี้พูดง่าย ฝันได้ แต่การไปถึงมันไม่ง่าย ทุนก็ต้องลง คนก็ต้องเปลี่ยน วัฒธรรมองค์กรนี่แทบจะต้องรื้อกันเลย อันนี้เป็นโจทย์ที่ยอมรับเลยว่าเป็นความท้าทายใหญ่” นพ.โกมาตรกล่าว

ดัน VIPA เป็นแพลตฟอร์มระดับนานาชาติ

เขาอธิบายถึงความท้าทายของการทำ National Streaming Platform หากเอกชนเป็นคนทำเพื่อหารายได้ ยิ่งมีคนเข้ามาดูเยอะยิ่งเป็นที่มาของรายได้ แต่หากไทยพีบีเอสไม่สามารถหารายได้จากแพลตฟอร์มได้ เรื่องจะต่างออกไป เพราะไม่สามารถเก็บค่าบริการจากผู้ใช้งานได้ ยิ่งคนเข้ามาใช้แพลตฟอร์มเยอะยิ่งกลายเป็นรายจ่าย เพราะต้องขยายแบนด์วิธเพื่อรองรับคนที่เข้ามาดูเพิ่มขึ้น 

ประธาน กนย.จึงมองว่า หากต้องการให้ไทยมีอธิปไตยทางสื่อ (Media Sovereignty) เพื่อให้มีแพลตฟอร์มที่ตั้งอยู่ในไทยพร้อมกับเป็นอิสระจากทุนและรัฐด้วย ไทยพีบีเอสจึงถือเป็นหัวใจของการทำให้เกิด National Streaming ที่อยู่กับสถาบันสื่อสาธารณะที่ไม่ถูกแทรกแซงโดยง่าย 

“ตอนนี้หัวใจของเราคือทำ VIPA ให้เป็นแพลตฟอร์มในลักษณะที่ว่านี้ และในอนาคตอาจจะต้องมีโมเดลการเงินที่บางช่องซึ่งเป็นช่องคอมเมอร์เชียล เขาต้องมาเช่าที่เราก็จะได้รายได้ แทนที่จะเป็นรายได้จากการทำสัญญาเช่าสายส่งซึ่งปัจจุบันเรามีรายได้ตรงนี้อยู่ เราก็จะขยับไปมีรายได้จากการดูแลแพลตฟอร์ม” 

เขายังอธิบายว่า สื่อสังคมออนไลน์ตอนนี้สร้างระบบมาให้เน้นยอดดูและ Engagement ที่เล่นกับความรู้สึกของคน สร้างความโกรธ เกลียด ได้ง่ายมาก แต่ด้วยหน้าที่ของไทยพีบีเอสจะต้องเน้นการเรียนรู้ ความแตกต่างหลากหลายด้วย เน้นข้อมูลเพื่อประโยชน์ในระยะยาวด้วย จึงจำเป็นมากที่จะต้องได้สถาบันสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระมาทำสิ่งนี้ 

เมื่อถามว่าเอกชนจะเข้ามาเช่าพื้นที่แพลตฟอร์มเพื่อลงคอนเทนต์นั้นเป็นไปได้เพียงไหน เพราะแนวคิดการทำแพลตฟอร์มดูจะขัดแย้งกับทิศทางการหากำไรของเอกชน ประธาน กนย.มองว่า ถ้าจะเปรียบเทียบ ปัจจุบันไทยพีบีเอสก็ดูแลระบบสายส่งอยู่ มีเอกชนมาเช่าใช้โดยเอกชนก็ยังคงดำเนินภารกิจของตน บริหารจัดการเพื่อให้มีรายได้ ถ้าหากเอกชนทำผิดกฎหมายก็รับผิดชอบส่วนที่ทำไป แพลตฟอร์มนี้ก็จะต้องอนุญาตให้เขามีเสรีภาพในการดำเนินการ

“ผมคิดว่าเอกชนเขาก็ต้องการหน่วยงานที่เป็นกลาง ไม่ใช่ว่ามีเอกชนเจ้าใดเจ้าหนึ่งมาคุม แล้วเอกชนเจ้าอื่นๆ กลายเป็นต้องมายอมสยบให้กับคนที่คุม”

นพ.โกมาตรชี้ว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้จะต้องมีทั้ง 3 ด้าน 

อันที่ 1 แพลตฟอร์มนี้ รัฐต้องสนับสนุนแน่ เพราะเป็นเรื่องของอธิปไตยสื่อ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณจาก กสทช.หรือจากหน่วยงานอื่น ต้องเป็นการลงทุนในระดับประเทศ แล้วรัฐจะต้องคอยดูด้วย เพื่อให้มันเป็นประโยชน์กับสาธารณะอย่างแท้จริง แต่ไม่ใช่เข้ามาคุม 

อันที่ 2 เอกชนจะต้องอยากจะเข้ามาร่วม ซึ่งต้องเอื้อประโยชน์ให้เอกชนตามสมควรที่พึงจะได้รับ 

อันที่ 3  การต่อสู้กับแพลตฟอร์มใหญ่ในระดับนานาชาติ ถ้าเราทำเรื่องนี้ได้ดีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศอื่นไม่มีสถาบันสื่อสาธารณะที่เข้มแข็งเท่ากับไทย เราอาจจะขยายบทบาทของการเป็น hub สื่อสาธารณะให้กับภูมิภาคนี้ได้ 

“ณ ปัจจุบันต้องยอมรับว่าหลายๆ ประเทศที่อยู่รอบๆ เรา เรื่องสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชนของเขามีข้อจำกัด อันนี้เราสังเกตเห็นได้ว่าเวลาที่เราจัดประชุมสัมมนาต่างๆ แล้วมีผู้แทนสื่อจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา เขาก็จะพูดอยู่เสมอว่าเมื่อมาประชุมกับไทยพีบีเอส รู้สึกว่าเราสามารถวิพากษ์วิจารณ์หรือว่าสะท้อนปัญหาได้ง่ายกว่าสื่อของประเทศเขา”

สุดท้าย ประธาน กนย.ได้กล่าวถึงภาพอนาคตของไทยพีบีเอสที่อยากไปให้ถึง

“ผมคิดว่าอันนี้ในเมื่อเราเติบโตขึ้นมาแข็งแรงแล้ว ไม่เพียงแต่ต้องเป็นร่มไม้ให้กับสื่อสาธารณะอื่นๆ ในประเทศนะ ซึ่งมีเยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งสำนักข่าวเล็ก บางสำนักข่าวก็อยู่ต่างจังหวัด บางสำนักข่าวก็ดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนผู้ผลิตอิสระเหล่านี้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เอื้อเฟื้อไปถึงสื่ออิสระที่สามารถสะท้อนปัญหาให้กับประเทศเพื่อนบ้านด้วย อันนี้ก็ถือว่าเป็นภารกิจของแพลตฟอร์มใหญ่ที่จะสู้กันในระดับ global” 

prachatai.com

กางข้อกฎหมาย เกี่ยวโยงพรรคการเมืองเป็นบอร์ดประกันสังคมได้หรือไม่

กางข้อกฎหมาย เกี่ยวโยงพรรคการเมืองเป็นบอร์ดประกันสังคมได้หรือไม่

XmasUser
  • จากประเด็นถกเถียงกันว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้า แม้ชนะถล่มทลาย ได้ที่นั่งฝ่ายผู้ประกันตน และฝ่ายนายจ้าง 14 จาก 21 ที่นั่ง แต่อาจไม่ผ่านด่านตรวจคุณสมบัติของ กกต.ประกันสังคม เนื่องจากมีความเกี่ยวพันกับพรรคประชาชน
  • ประชาไทกางข้อกฎหมาย พบว่าระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม และ พ.ร.บ.ประกันสังคม ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติเรื่องความเป็นกลาง หรือการถูกชี้นำ ครอบงำจากพรรคการเมือง กำหนดแต่เพียงว่า คนที่จะมาสมัครเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมต้องไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ไม่เป็นที่ปรึกษา กรรมการ หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งอย่างต่ำ 3 ปี 

 

เมื่อ 12 ต.ค. 69 ทีมประกันสังคมก้าวหน้า คว้าชัยการเลือกตั้ง ทิ้งห่างคู่แข่งถล่มทลาย กวาดเก้าอี้บอร์ดประกันสังคม 14 จาก 21 ที่นั่ง เหลือขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้ง ก็จะประกาศรับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ บอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ก็จะได้เริ่มทำงาน หลังปล่อยชุดรักษาการค้างเติ่งอยู่นาน

อย่างไรก็ตาม การแถลงต่อของ จีระภา บุญรัตน์ เลขาธิการ สำนักงานประกันสังคม ที่ระบุว่าการตรวจสอบจะดำเนินตามขั้นตอนกฎหมาย พ.ร.บ.ประกันสังคม และระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โดยเบื้องต้น มีเรื่องการเกี่ยวโยงและเกี่ยวพันกับกิจการด้านการเมือง จึงจำเป็นต้องตรวจสอบตามขั้นตอน 

การแถลงของเลขาฯ สปส. ทำให้มีบางคนตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมต้องตรวจสอบคุณสมบัติว่าเกี่ยวโยงกับกิจการทางการเมือง หรือจะเป็นช่องทางเพื่อสกัดทีมประกันสังคมก้าวหน้าไม่ให้เข้าไปนั่งในบอร์ดประกันสังคมหรือไม่ 

ขณะที่รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ออกมาโพสต์โซเชียลมีเดีย ขอให้สังคมจับตาดู จนกว่าจะมีการแต่งตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่

ในเวลาเดียวกัน สื่อบางสำนักออกมาตั้งคำถามว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้า อาจไม่ผ่านด่านตรวจคุณสมบัติรอบ 2 มีสิทธิถูกตัดสิทธิไม่ได้เป็นบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ เนื่องจากการสนับสนุนของพรรคประชาชน

สื่อดังกล่าวอ้างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 (ระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม) มีการเพิ่มคุณสมบัติและข้อห้ามของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเพิ่มเติม คือ 

‘ต้องเป็นกลางทางการเมือง และไม่อยู่ภายใต้การควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมกับข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการ ที่ปรึกษา หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง’ 

เดิมระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564 (ระเบียบเลือกตั้งประกันสังคม) มีเพียงข้อเดียวที่เกี่ยวข้องกับการเมือง คือ ข้อที่ 23 (10) ที่กำหนดว่า

“ห้ามผู้ที่จะมาเป็นกรรมการบอร์ดประกันสังคม ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการ หรือที่ปรึกษาของพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว 3 ปี”

สื่อดังกล่าวมองว่า เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องจับตากันต่อ เนื่องจากหากยึดตามร่างระเบียบเลือกตั้งฉบับดังกล่าว ทีมประกันสังคมก้าวหน้า อาจถูกตัดสิทธิจากการเป็นบอร์ดประกันสังคม เพราะก่อนหน้านี้ก็มีกระแสข่าวมาตลอดว่า 'พรรคส้ม' ให้การสนับสนุนตัวแทนฝ่ายนายจ้าง และผู้ประกันตน ของทีมประกันสังคมก้าวหน้าในการสู้ศึกเลือกตั้ง 

ประกอบกับ การโพสต์โซเชียลฯ ของอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เล่าเบื้องหลังการหาเสียงของทีมประกันสังคมก้าวหน้า ฝ่ายนายจ้าง ว่ามีทีมของพรรคประชาชนเข้าไปช่วยสนับสนุน  ซึ่งอาจทำให้มีคนเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงระหว่าง ปชน. กับทีมประกันสังคมก้าวหน้า 

ทั้งนี้ ภายหลังเจ้าตัวได้ลบโพสต์ดังกล่าวออกจากโซเชียลมีเดียแล้ว

ไม่มีเงื่อนไข 'เป็นกลางทางการเมือง'

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา สายสื่อมวลชน ออกมาชี้แจงว่า ตามที่สื่อบางสำนักออกมาตั้งข้อสังเกต มีประเด็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ไม่ได้มีการเพิ่มคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 

เทวฤทธิ์ อธิบายว่า คนสับสนกันระหว่างร่างปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. … และระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งเพิ่งเผยแพร่เมื่อ ส.ค.ที่ผ่านมา

โดยร่างปรับปรุงแก้ไขระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม คือร่างที่ระบุถึงการเพิ่มคุณสมบัติและข้อห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. … ข้อที่ 27 (6) ระบุว่า 

"ต้องเป็นกลางทางการเมือง และไม่อยู่ภายใต้การควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมกับข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือที่ปรึกษาของพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง"

เทวฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ร่างปรับปรุงแก้ไขระเบียบฉบับนี้ถูกปัดตกไปตั้งแต่ต้นปี'69 เนื่องจากมีกระแสต่อต้าน จากการที่ร่างดังกล่าวไปปรับเปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเลือกตั้ง จากเดิมที่ผู้ประกันตน 1 คน เลือกได้ 7 หมายเลข เปลี่ยนเป็น 1 คน เลือกผู้สมัครฯ ได้เพียง 1 หมายเลข (ข้อ 14) ซึ่งผู้ประกันตนมองว่าเป็นการลิดรอนสิทธิของพวกเขา

ขณะที่ตัวระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ไม่ได้มีการเพิ่มเงื่อนไขคุณสมบัติและข้อห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แต่เป็นการแก้ไขข้อกำหนดว่า “ผู้ประกันตนไม่ต้องลงทะเบียน” เพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งประกันสังคม (ข้อ 4) 

นอกจากในระเบียบเลือกตั้งประกันสังคม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อปี 2558 ได้มีการระบุคุณสมบัติและข้อห้ามของคนที่จะมาเป็นสมาชิกบอร์ดประกันสังคมว่า “ต้องไม่หรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือที่ปรึกษาของพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งไม่น้อยกว่า 3 ปี”

ดังนั้น อ้างอิงจากระเบียบเลือกตั้งประกันสังคม พ.ศ. 2564 และ พ.ร.บ.ประกันสังคม ไม่ได้ระบุคุณสมบัติและข้อห้ามของผู้ที่จะมาเป็นบอร์ดประกันสังคมทั้งฝ่ายนายจ้าง และผู้ประกันตน ว่าต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง หรือห้ามมีความสัมพันธ์ เกี่ยวโยง หรือเกี่ยวพันกับนักการเมือง แต่กฎหมายกำหนดเพียงแค่ ต้องไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการการเมือง สภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ตลอดจนกรรมการ ที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว 3 ปี

ตารางเปรียบเทียบข้อกฎหมาย

ระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม คือร่างที่ระบุถึงการเพิ่มคุณสมบัติและข้อห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564ข้อ 23 (10) : ไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว 3 ปี

ร่างปรับปรุงแก้ไขระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม คือร่างที่ระบุถึงการเพิ่มคุณสมบัติและข้อห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. … 

(หมายเหตุ ถูกปัดตกเมื่อตอนต้นปี 2569 และผู้สื่อข่าวไม่พบประกาศในราชกิจจานุเบกษา)

ข้อที่ 27 (6) : ต้องเป็นกลางทางการเมือง และไม่อยู่ภายใต้การควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมกับข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือที่ปรึกษาของพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง

ข้อที่ 27 (14) : ไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว 3 ปี

ระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569

เผยแพร่เมื่อ ส.ค. 2569

ไม่มีการระบุเรื่องคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แต่มีการแก้ไข ไม่ต้องลงทะเบียน เพื่อเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อปี 2558มาตรา 8/2 (9) : ต้องไม่หรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือที่ปรึกษาของพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งไม่น้อยกว่า 3 ปี

จุลพันธ์ ยืนยันเป็นขั้นตอนตามระเบียบเลือกตั้ง สปส.

มาลากาลัญ ห่อประทุม ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม ให้สัมภาษณ์กับช่อง 3 เมื่อ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา ขยายความจากที่แถลงต่อสื่อตรงคำว่า 'การตรวจสอบคุณสมบัติการเกี่ยวโยงหรือเกี่ยวพันกับกิจการทางการเมือง' นั้น เธอหมายถึงตามหลักการคือ ต้องไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง เว้นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว 3 ปี ถ้าไม่เข้าลักษณะต้องห้ามนี้ ไม่น่าจะมีประเด็น

มาลากาลัญ อธิบายด้วยว่า วิธีการตรวจสอบคุณสมบัติจะใช้เป็นการส่งหนังสือสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตอบกลับมาว่าผู้สมัครฯ มีคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เป็นลักษณะการสอบถามข้อเท็จจริง

เช่นเดียวกับ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เข้ามาตอบข้อสงสัยในรายการเจาะลึกทั่วไทย ยืนยันว่า กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ชนะการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เป็นขั้นตอนปกติ โดยจะมีการตรวจสอบช่วงสมัครรับเลือกตั้ง และหลังจากชนะการเลือกตั้ง ทั้งหมดนี้ยังเป็นขั้นตอนตามระเบียบเลือกตั้งประกันสังคม ไม่สามารถดำเนินการนอกเหนือจากนี้ได้

ส่วนที่ สปส.ให้สัมภาษณ์สื่อว่าจะต้องตรวจสอบคุณสมบัติว่าเกี่ยวพันหรือเกี่ยวโยงกับกิจการด้านการเมืองหรือไม่นั้น หมายความว่าอย่างไร จุลพันธ์ เองก็ตอบว่า ก็ต้องอ้างอิงกับระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งประกันสังคม และ พ.ร.บ.ประกันสังคม ที่ระบุว่า ห้ามผู้สมัครหรือคนที่จะมาเป็นบอร์ดประกันสังคมมีตำแหน่งทางการเมือง หรือเป็นข้าราชการการเมือง ไม่สามารถเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการบริหาร ที่ปรึกษา หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งเป็นเวลา 3 ปี นอกเหนือจากนี้ถือว่าไม่มีปัญหา

รมว.แรงงาน ยกตัวอย่าง การที่พรรคการเมืองมาช่วยรณรงค์ให้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือว่านโยบายของบอร์ดประกันสังคม เหมือนกับพรรคการเมืองบางพรรค ก็ถือว่าไม่เป็นความผิด เพราะไม่มีการระบุเป็นข้อห้ามอยู่ในระเบียบ

ส่วนประเด็นที่ว่าบอร์ดประกันสังคมควรปลอดการเมืองหรือไม่ เทวฤทธิ์ แสดงความเห็นบนโซเชียลมีเดียว่า เขาไม่เห็นด้วย เนื่องจากจุดกำเนิดของระบบนี้ก็มาจากการเมือง และเป็นเรื่องที่กระทบต่อคนจำนวนมากราว 20 ล้านคน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความเกี่ยวข้องกับการเมือง ประกอบกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานก็มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนฝ่ายรัฐถึง 7 คนเข้าไปนั่งในบอร์ดฯ ซึ่งก็สัมพันธ์กับการเมือง ดังนั้น แทนที่จะพยายามเอาการเมืองออกไป ควรทำให้เปิดเผยและโปร่งใสไปเลย เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกได้อย่างตรงไปตรงมา 

ทีมประกันสังคมก้าวหน้า พร้อมทำงานร่วมกับทุกคน

ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าทีมประกันสังคมก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ในรายการ “ตอบโจทย์” เมื่อ 12 ต.ค. 2569 ยืนยันว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้าเป็นอิสระ พร้อมทำงานกับข้าราชการและทุกพรรคการเมือง

ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า 2 ปีที่ผ่านมาเราเจอรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน 4 คน คือ พิพัฒน์ รัชกิจประการ พรรคภูมิใจไทย พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคเพื่อไทย ตรีนุช เทียนทอง พรรคพลังประชารัฐ และล่าสุด จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย เราคุยกับพิพัฒน์ บอกว่าถ้าเงินอุดหนุนเด็กเล็กเพิ่ม คุณสามารถหาเสียงที่ไหนก็ได้ว่าเป็นผลงานของคุณ เนื่องจากคุณเป็นคนลงปากกาเซ็นกฎกระทรวง มันเลยเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกับตอนที่พงศ์กวิน เข้ามา มีเรื่องการตรวจสอบการซื้อตึก SKY9 เราก็เข้าไปให้ข้อมูลเพื่อให้เห็นภาพรวม

จุลพันธ์ เข้ามาผลักดันบำนาญสูตร CARE เราก็คุยว่า ไม่มีใครจำชื่อคณะกรรมการฯ หรอก ประชาชนเขาจำชื่อ รมต.ที่เป็นคนลงนาม หรือพรรคฝ่ายค้านที่มีหน้าที่ตรวจสอบ การมี สส.เนม (สหัสวัต คุ้มคง) และ สส.ไอซ์ (รักชนก ศรีนอก) ก็ทำให้คนสนใจปัญหามากขึ้น ซึ่งนี่สะท้อนว่าเราก็พร้อมทำงานร่วมกับทุกองคาพยพ 

"ไม่ว่าจะเป็น ส่วนราชการ พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล รัฐมนตรี ไล่มาจนถึงพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ผมว่านี่คืออุดมคติของการผลักดันนโยบายสาธารณะ ข้อมูลที่เราเห็นว่าไม่ถูกต้อง เราก็เปิด สส.ทุกพรรคก็สามารถหยิบไปตรวจสอบ ไม่ได้มี ‘water mark’ ห้ามเอาไปทำ ผลงานรัฐมนตรีคนไหนเซ็น ก็แฟร์พอที่จะเป็นเครดิตเขา" ษัษฐรัมย์ กล่าว 

แม้ว่าท้ายที่สุด เรื่องคุณสมบัติของบอร์ดประกันสังคม ไม่ได้ระบุเรื่อง 'ความเป็นกลางทางการเมือง' แต่การแต่งตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ยังต้องจับตาดูกันต่อ เพราะหลังประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว หากมีผู้ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง สามารถใช้สิทธิยื่นเรื่องคัดค้านภายใน 7 วันหลังประกาศผล

prachatai.com

เปิดมิติพื้นที่เควียร์ซานฟรานซิสโก | หมายเหตุประเพทไทย EP.648

เปิดมิติพื้นที่เควียร์ซานฟรานซิสโก | หมายเหตุประเพทไทย EP.648 user8

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง และ ทศพล นพสุวรรณชัย ชวนทำความรู้จักประวัติศาสตร์ของซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ผ่านมุมมองแบบเควียร์ จากเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วในยุคตื่นทอง ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ชนชั้น และภูมิหลังหลั่งไหลเข้ามาหางานและสร้างชีวิตใหม่ จนเกิดวัฒนธรรมเมืองที่เปิดรับความแตกต่าง รวมถึงสีสันชีวิตกลางคืน โรงละคร ผับและบาร์ ซึ่งค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่สำคัญของคนที่อยู่นอกขนบทางเพศและสังคม

โดยชวนอ่านหนังสือ Wide-Open Town: A History of Queer San Francisco to 1965 (2005) ของ Nan Alamilla Boyd ซึ่งย้อนประวัติศาสตร์พื้นที่เควียร์ของเมือง ตั้งแต่ความบันเทิงและการแต่งกายข้ามเพศในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงการเติบโตของวัฒนธรรมเกย์และเควียร์หลังทศวรรษ 1930 ผับบาร์อย่าง Black Cat ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ดื่ม แต่ยังเป็นพื้นที่พบปะของนักเขียน ศิลปิน โบฮีเมียน เกย์ และผู้คนที่ไม่เป็นไปตามขนบ จนมีส่วนสร้างวัฒนธรรมที่ยอมรับความหลากหลายของเมือง

อีกเล่มคือ Who Needs Gay Bars? Bar-Hopping through America's Endangered LGBTQ+ Places (2023) ของ Greggor Mattson ซึ่งสำรวจว่า gay bar และ lesbian bar ยังมีความหมายอย่างไรในยุคที่ LGBTQ+ สามารถพบปะกันได้ในพื้นที่อื่นมากขึ้น ในกรณีซานฟรานซิสโก หนังสือพาไปดู Wild Side West และคำถามเรื่องอนาคตของ lesbian bar เมื่อการเปิดพื้นที่ให้ครอบคลุม LGBTQ+ และ ally มากขึ้นนำมาสู่ความย้อนแย้งว่า ความ inclusive จะช่วยรักษาชุมชน หรือกลับทำให้การมองเห็นตัวตนเฉพาะของเลสเบี้ยนค่อย ๆ เจือจางลง

ขณะเดียวกัน เรื่องของผับ The Stud ชวนมองอีกด้านของการรักษาพื้นที่เควียร์ ท่ามกลางค่าเช่าที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของย่าน SoMa และวิกฤตโควิด-19 แม้พนักงานจะรวมตัวกันเป็น The Stud Collective เพื่อพยายามประคับประคองพื้นที่ไว้ แต่ก็ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อในที่ตั้งเดิมได้ อย่างไรก็ตาม ชุมชน ความทรงจำ และเครือข่ายของผู้คนไม่ได้หายไปพร้อมกับสถานที่ และปัจจุบัน The Stud กลับมาเปิดอีกครั้งที่ Folsom Street เรื่องนี้จึงนำไปสู่คำถามชวนคิดว่า พื้นที่เควียร์และชุมชน LGBTQ+ จำเป็นต้องมีสถานที่ทางกายภาพหรือไม่ และจะรักษาอัตลักษณ์ของชุมชนไว้ได้อย่างไร โดยไม่ทำให้การเปิดรับความหลากหลายกลายเป็นการทำให้ตัวตนของชุมชนเลือนหายไป ติดตามได้ใน #หมายเหตุประเพทไทย #SanFrancisco


 

prachatai.com

x สวัสดีครับ! ผมน้องมาดี🙏
มีข้อมูลสถิติให้ผมช่วยค้นหาไหมครับ?
น้องมาดี Mascot
น้องมาดี Profile

น้องมาดี

รอรับบริการ...
Bot Icon
สวัสดีครับ! ผมน้องมาดี 🙏
วันนี้ท่านต้องการหาข้อมูลสถิติเรื่องใดครับ?
น้องมาดีกำลังค้นข้อมูล...