NSO ชวนอ่าน
ดัชนีราคาผู้บริโภค เงินเฟ้อ โครงสร้างการบริโภค และภาวะค่าครองชีพ : การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบระหว่างครัวเรือนรายได้น้อยและรายได้สูงในประเทศ
10 มีนาคม 2569
จำนวนคนเข้าชม 43
บทนำ
เงินเฟ้อเป็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ระดับราคาสินค้าและบริการมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของครัวเรือน อย่างไรก็ตาม การวัดอัตราเงินเฟ้อโดยอาศัยดัชนีราคาผู้บริโภคชุดทั่วไปเพียงค่าเดียวอาจไม่สามารถสะท้อนภาระค่าครองชีพที่แท้จริงของครัวเรือนแต่ละกลุ่มรายได้ ได้อย่างครบถ้วนและเหมาะสม เนื่องจากครัวเรือนรายได้น้อยและครัวเรือนรายได้สูงมีโครงสร้างการบริโภคและกำลังซื้อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญโดยครัวเรือนรายได้น้อยมักมีสัดส่วนการใช้จ่ายในหมวดสินค้าจำเป็น เช่น อาหาร พลังงาน และค่าที่อยู่อาศัยสูงกว่าครัวเรือนรายได้สูง ส่งผลให้การปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในหมวดดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อกำลังซื้อและความสามารถในการดำรงชีพของครัวเรือนฐานล่างมากกว่าในเชิงโครงสร้าง (Deaton, 1998; OECD, 2023) หลักฐานเชิงประจักษ์จากประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนรายได้น้อยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ในระดับสูง และมีความยืดหยุ่นในการปรับลดค่าใช้จ่ายต่ำกว่ากลุ่มรายได้สูง ทำให้มีความเปราะบางต่อเงินเฟ้อมากกว่า แม้ในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อ โดยรวมอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2566; ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2565)
ดังนั้น การศึกษาดัชนีราคาผู้บริโภคชุดทั่วไปควบคู่กับดัชนีราคาผู้บริโภคชุดรายได้น้อยจึงมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจความเหลื่อมล้ำของภาระค่าครองชีพระหว่างกลุ่มครัวเรือนได้มากยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบดัชนีราคาผู้บริโภคทั้งสองชุด ร่วมกับการวิเคราะห์รูปแบบการใช้จ่ายและสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ประจำของครัวเรือนรายได้น้อยและครัวเรือนรายได้สูงช่วยสะท้อนให้เห็นว่า แม้ระดับราคาสินค้าเฉลี่ยของประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อความสามารถในการดำรงชีพของครัวเรือนแต่ละกลุ่มรายได้กลับแตกต่างกัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการประเมินความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ครัวเรือนแต่ละกลุ่มรายได้ต้องเผชิญ รวมถึงการออกแบบนโยบายสาธารณะที่คำนึงถึงผลกระทบต่อครัวเรือนรายได้น้อยอย่างเหมาะสม
วิธีการศึกษา (Method)
การศึกษานี้ใช้ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ของประเทศไทย ครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2534–2568 โดยเปรียบเทียบระหว่างดัชนีราคาผู้บริโภคชุดทั่วไปและดัชนีราคาผู้บริโภคชุดรายได้น้อย เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของระดับราคาและอัตราเงินเฟ้อระหว่างกลุ่มครัวเรือนที่มีโครงสร้างการบริโภคแตกต่างกัน การวิเคราะห์ประกอบด้วย (1) การพิจารณาแนวโน้มระดับดัชนีราคา (Index level) เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาสะสม ในระยะยาว และ (2) การคำนวณอัตราการเปลี่ยนแปลงรายปี (%Year-on-Year) เพื่อประเมินความรุนแรงของเงินเฟ้อ ในแต่ละช่วงเวลา จากนั้นจึงดำเนินการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วย 2 วิธี ได้แก่ Paired-Samples T Test และ Ordinary Least Squares (OLS) Regression พร้อม Newey–West Heteroskedasticity and Autocorrelation Consistent (HAC) Robust Standard Errors โดยเชื่อมโยงผลลัพธ์กับการวิเคราะห์โครงสร้างการใช้จ่ายของครัวเรือนจากข้อมูลโครงการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) พ.ศ. 2566 เพื่ออธิบายผลกระทบเชิงภาระค่าครองชีพที่แตกต่างกันระหว่างครัวเรือนรายได้น้อยและครัวเรือนรายได้สูง
จากการศึกษา ตั้งแต่ปี 2534 - 2568 พบว่า ทั้งดัชนีราคาผู้บริโภคชุดทั่วไปและชุดรายได้น้อย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา สะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของระดับราคาสินค้าและบริการโดยรวมในระบบเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาผู้บริโภคของชุดรายได้น้อยมีค่าต่ำกว่าชุดทั่วไปเล็กน้อยในเกือบทุกปี โดยดัชนีราคาผู้บริโภคของชุดรายได้น้อย มีค่าเฉลี่ย 73.665 ส่วนชุดทั่วไป มีค่าเฉลี่ย 76.246 ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างของโครงสร้างตะกร้าสินค้าที่ใช้ในการคำนวณดัชนีระหว่างสองกลุ่ม
เมื่อพิจารณาเงินเฟ้อหรืออัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภครายปี (%YoY) ทั้งชุดทั่วไป และชุดรายได้น้อยพบว่า แนวโน้มเงินเฟ้อของทั้งสองชุดเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันอย่างใกล้ชิด โดยค่าเฉลี่ยของอัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภครายปี (%YoY) ชุดรายได้น้อย (3.028) สูงกว่าชุดทั่วไป (2.709) และเมื่อพิจารณาในช่วง 10 ปีล่าสุด(พ.ศ. 2558-2568) เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปี พ.ศ. 2564–2565 หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งนี้ ปี พ.ศ. 2565 เป็นช่วงที่อัตราเงินเฟ้อของทั้งสองชุดอยู่ในระดับสูงสุด ก่อนจะชะลอลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป
ผลกระทบของภาวะเงินเฟ้อต่อครัวเรือนในแต่ละกลุ่มรายได้
แม้ระดับดัชนีราคาผู้บริโภคของชุดรายได้น้อยจะต่ำกว่าชุดทั่วไป แต่การเปรียบเทียบอัตราเงินเฟ้อ (%YoY) ระหว่างสองชุดในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า พบว่า ในหลายช่วงโดยเฉพาะช่วงที่เงินเฟ้อเร่งตัว อัตราเงินเฟ้อของชุดรายได้น้อยมีแนวโน้มสูงกว่าชุดทั่วไป การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบนี้สะท้อนว่า ครัวเรือนรายได้น้อยได้รับผลกระทบจากการการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าที่รุนแรงกว่ากลุ่มรายได้อื่น
ความแตกต่างดังกล่าวสามารถอธิบายได้ด้วยโครงสร้างการบริโภคของครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งมีสัดส่วนการใช้จ่ายในหมวดสินค้าจำเป็น เช่น อาหาร พลังงาน ที่อยู่อาศัย ในระดับสูงกว่าครัวเรือนรายได้สูง โดยหมวดดังกล่าวเป็นหมวดที่มีความผันผวนของราคาสูงในช่วงเวลาที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ ภายหลังปี พ.ศ. 2565 แม้อัตราเงินเฟ้อของทั้งสองชุดจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่การวิเคราะห์ดัชนีราคาผู้บริโภค ชี้ให้เห็นว่าระดับราคายังคงอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนหน้าสะท้อนว่า ภาระค่าครองชีพของครัวเรือนมิได้ลดลงตามการชะลอตัวของเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยที่มีข้อจำกัดด้านรายได้และมีความสามารถในการปรับตัวทางการเงินน้อยกว่าครัวเรือนรายได้สูง
ผลการทดสอบทางสถิติของเงินเฟ้อหรืออัตราการเปลี่ยนแปลง (%YoY)
เพื่อยืนยันข้อค้นพบจากการวิเคราะห์เชิงพรรณนา การศึกษานี้ใช้การทดสอบทางสถิติแบบพาราเมตริก โดยเริ่มจากการทดสอบการแจกแจงแบบปกติ (Normality test) เนื่องจากขนาดตัวอย่างไม่ใหญ่มาก (n = 34) จึงใช้สถิติ Shapiro-Wilk ทดสอบค่าความแตกต่างระหว่างอัตราเงินเฟ้อชุดทั่วไปและชุดรายได้น้อย (%YoY) ผลการทดสอบพบว่า p-value=0.517 >0.05 จึงยอมรับสมมติฐานหลัก H0 ว่าข้อมูลมีการแจกแจงแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
เนื่องจากข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้มีลักษณะเป็นอนุกรมเวลา จึงได้ตรวจสอบความเป็นอิสระของค่าคลาดเคลื่อน (autocorrelation) ด้วยสถิติ Durbin–Watson เพื่อประเมินการเกิดความสัมพันธ์เชิงลำดับเวลา (serial correlation)ซึ่งอาจกระทบต่อสมมติฐานของการทดสอบทางสถิติ ผลการทดสอบ Durbin–Watson=1.381 หรือ ρ ≈ 0.309 พบว่า autocorrelation อยู่ในระดับอ่อน-ปานกลาง จึงสามารถทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยในขั้นตอนต่อไปได้ ซึ่งในที่นี้ใช้เทคนิค Paired Samples t-test เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อ (%YoY) ชุดทั่วไปและชุดรายได้น้อยเป็นข้อมูลแบบจับคู่รายปีมาจากแหล่งข้อมูลเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างดัชนีทั้งสองชุดเกิดจากโครงสร้างตะกร้าสินค้าที่แตกต่างกัน จึงควรตีความผลด้วยความระมัดระวัง
ผลการทดสอบ Paired Sample t-test
สมมติฐานที่ใช้ในการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่าง %YoY ของดัชนีราคาผู้บริโภค ชุดรายได้น้อย (μL) และชุดทั่วไป ( μG) คือ
H0 : μL ≤ μG และ H1 : μL > μG
การทดสอบอัตราเงินเฟ้อของชุดทั่วไปและชุดรายได้น้อย ด้วยสมมติฐานเงินเฟ้อของรายได้น้อยสูงกว่าชุดทั่วไปเพื่อยืนยันว่าครัวเรือนรายได้น้อยได้รับผลกระทบจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าที่รุนแรงกว่ากลุ่มรายได้อื่นผลการทดสอบ paired samples t-test พบว่า ปฏิเสธ Ho นั่นคือ ค่าเฉลี่ยของอัตราการเปลี่ยนแปลงดัชนีราคาผู้บริโภคชุดรายได้น้อยสูงกว่าชุดทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value (one-tailed) =0.000 < 0.05)
ผลการทดสอบ OLS Regression พร้อม HAC Robust Standard Errors
เนื่องจากข้อมูลมีลักษณะเป็นอนุกรมเวลา ซึ่งอาจเกิดปัญหาความแปรปรวนไม่คงที่ (heteroskedasticity) และความสัมพันธ์กันของค่าคลาดเคลื่อนในช่วงเวลา (autocorrelation) จึงจำเป็นต้องตรวจสอบความทนทานของผลลัพธ์การศึกษานี้จึงปรับค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานโดยใช้วิธี Newey–West Heteroskedasticity and Autocorrelation Consistent (HAC) robust standard errors กำหนด lag = 1
เพื่อทดสอบว่าการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคของกลุ่มรายได้น้อยสูงกว่ากลุ่มทั่วไป การศึกษานี้ได้คำนวณค่าความแตกต่างของอัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคชุดรายได้น้อย (%YoY_Lt) และชุดทั่วไป (%YoY_Gt) ในแต่ละช่วงเวลา โดยกำหนดให้
Dt = %YoY_Lt − %YoY_Gt
จากนั้นประมาณค่าสมการถดถอยเชิงเส้นแบบมีค่าคงที่เพียงตัวเดียว (intercept-only model) ดังนี้
Dt = β0 + εt
โดยที่ β0 คือ ค่าเฉลี่ยของความแตกต่างระหว่างสองกลุ่ม
εt คือ ค่าคลาดเคลื่อน ณ เวลา t
ทดสอบภายใต้สมมติฐานทางสถิติ
H0 : β0 ≤ 0 และ H1 : β0 > 0
โดยจากการประมาณค่าแบบจำลองโดยใช้ OLS ร่วมกับ Newey–West HAC robust standard errors ได้ผลดังนี้
ผลการศึกษาพบว่า อัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคของกลุ่มรายได้น้อยสูงกว่ากลุ่มทั่วไปโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 0.318 และความแตกต่างดังกล่าวมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แม้หลังจากปรับค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานด้วยวิธี Newey–West แล้ว
การเปรียบเทียบผลทั้งสองวิธี
การทดสอบอัตราเงินเฟ้อของชุดทั่วไปและชุดรายได้น้อย ด้วยสมมติฐานเงินเฟ้อของรายได้น้อยสูงกว่าชุดทั่วไปเพื่อยืนยันว่า ครัวเรือนรายได้น้อยได้รับผลกระทบจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าที่รุนแรงกว่ากลุ่มรายได้อื่นผลการวิเคราะห์มีความสอดคล้องกันทั้งจาก Paired Sample t-test และจากแบบจำลอง OLS ที่ปรับค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานด้วยวิธี Newey–West HAC ผลสรุปจากทั้งสองวิธี คือ ค่าเฉลี่ยระหว่าง %YoYของดัชนีราคาผู้บริโภคชุดรายได้น้อยสูงกว่าชุดทั่วไป อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าข้อสรุปของการศึกษานี้มีความทนทานต่อวิธีการประมาณค่า และไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดเชิงสมมติฐานของวิธีใดวิธีหนึ่ง
ผลการวิเคราะห์เชิงสถิติพรรณนาและการทดสอบทางสถิติ สะท้อนให้เห็นว่า แม้ดัชนีราคาผู้บริโภคชุดทั่วไปและชุดรายได้น้อยของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2534 – 2568 จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน แต่ผลกระทบของเงินเฟ้อต่อครัวเรือนแต่ละกลุ่มมิได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกันในเชิงโครงสร้าง โดยจากกราฟแนวโน้มพบว่า ระดับดัชนีราคาผู้บริโภคของชุดรายได้น้อยมีค่าต่ำกว่าชุดทั่วไปเล็กน้อยในเกือบทุกปี ขณะที่อัตราการเปลี่ยนแปลงรายปี (%YoY) ของชุดรายได้น้อยมีแนวโน้มสูงกว่าชุดทั่วไปในหลายช่วงเวลา ซึ่งเมื่อพิจารณาในช่วง 10 ปีล่าสุด (พ.ศ. 2558 - 2568) โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเฟ้อเร่งตัวอย่างชัดเจนในปี พ.ศ. 2564 – 2565 ซึ่งสะท้อนถึงความผันผวนของราคาสินค้าจำเป็นที่ส่งผลต่อครัวเรือนรายได้น้อยในสัดส่วนที่สูงกว่า
โครงสร้างการใช้จ่ายของครัวเรือนจากข้อมูล SES ปี 2566
เพื่อเชื่อมโยงผลการวิเคราะห์ในระดับมหภาคกับผลกระทบในระดับครัวเรือน การศึกษานี้ใช้ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี พ.ศ. 2566 วิเคราะห์โครงสร้างการใช้จ่ายและสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จำแนกตามกลุ่มรายได้ 5 ควินไทล์
ผลการวิเคราะห์เชิงสถิติพรรณนา พบว่า ครัวเรือนในควินไทล์ที่ 1 หรือกลุ่มครัวเรือนฐานรากและครัวเรือนในควินไทล์ที่ 2 มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายในหมวดอาหารและเครื่องดื่มสูงกว่ากลุ่มรายได้อื่นอย่างชัดเจน สอดคล้องกับกฎของ แองเกิล (Engel’s Law) ในบริบทของการวิเคราะห์ค่าครองชีพและเงินเฟ้อ กฎของแองเกิลช่วยอธิบายว่า เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารจะลดลง ครัวเรือนรายได้น้อยมีความเปราะบางต่อการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารมากกว่าเนื่องจากอาหารเป็นหมวดรายจ่ายหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้เงินเฟ้อในหมวดอาหารสร้างภาระต่อรายได้ของครัวเรือนกลุ่มนี้สูงกว่ากลุ่มรายได้อื่น แม้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมจะใกล้เคียงกันก็ตาม (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2556) ขณะที่ครัวเรือนรายได้สูงมีความยืดหยุ่นในการจัดสรรรายจ่ายไปยังหมวดอื่นมากกว่า เมื่อเชื่อมโยงกับผลการวิเคราะห์ CPI พบว่า หมวดอาหาร พลังงาน และการเดินทาง ซึ่งเป็นหมวดค่าใช้จ่ายหลักของครัวเรือนรายได้น้อย เป็นหมวดที่มีความผันผวนของราคาสูงในช่วงเวลาที่เกิดเงินเฟ้อ
สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ประจำและความเปราะบางของครัวเรือนรายได้น้อย
การวิเคราะห์สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ประจำจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี พ.ศ. 2566 แสดงให้เห็นว่า ครัวเรือนในควินไทล์ที่ 1 หรือกลุ่มครัวเรือนฐานราก หรือครัวเรือนรายได้น้อย มีภาระค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่อรายได้ประจำอยู่ในระดับสูง และลดลงตามกลุ่มครัวเรือนรายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยครัวเรือน ในควินไทล์ที่ 1 มีค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคสูงกว่ารายได้ประจำ สะท้อนภาวะรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ซึ่งอาจต้องพึ่งพาการก่อหนี้เพิ่มในการดำรงชีพ
เมื่อพิจารณาโครงสร้างค่าใช้จ่ายรายหมวด พบว่า ครัวเรือนรายได้น้อยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มต่อรายได้สูงกว่ากลุ่มรายได้อื่นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยและการเดินทาง แม้มีสัดส่วนไม่สูงเท่าอาหาร แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่มีลักษณะค่อนข้างคงที่และปรับลดได้ยากในระยะสั้น ส่งผลให้ครัวเรือนกลุ่มดังกล่าวมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการรายจ่ายต่ำกว่ากลุ่มรายได้สูง ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ CPI แม้ว่าระดับราคาดัชนีราคาผู้บริโภคชุดรายได้น้อยจะต่ำกว่าชุดทั่วไป แต่อัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคชุดรายได้น้อยสูงกว่าชุดทั่วไป ที่ชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบของเงินเฟ้อในเชิงภาระต่อรายได้มีลักษณะไม่สมมาตรระหว่างกลุ่มครัวเรือน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เงินเฟ้ออาจสะท้อนผ่านอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ใกล้เคียงกันในเชิงสถิติ แต่โครงสร้างการใช้จ่ายที่แตกต่างกันทำให้ครัวเรือนรายได้น้อยมีความเปราะบางต่อเงินเฟ้อมากกว่า เนื่องจากไม่สามารถลดหรือปรับเปลี่ยนการบริโภคสินค้าจำเป็นได้ในระดับเดียวกับครัวเรือนรายได้สูง ผลการวิเคราะห์นี้สนับสนุนข้อค้นพบจากการทดสอบทางสถิติและกราฟ CPI ที่ชี้ให้เห็นว่า เงินเฟ้อสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างที่ไม่สมมาตรต่อครัวเรือนไทย
สรุปข้อค้นพบเชิงโครงสร้างและนัยเชิงนโยบาย
ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า เงินเฟ้อในประเทศไทยมิได้สร้างผลกระทบอย่างเท่าเทียมต่อครัวเรือนทุกกลุ่มแม้การเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคในเชิงมหภาคจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน แต่โครงสร้างการใช้จ่าย ข้อจำกัดด้านรายได้ และภาระค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ทำให้ครัวเรือนรายได้น้อยมีความเปราะบางต่อเงินเฟ้อมากกว่าครัวเรือนรายได้สูงผลการศึกษาในครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นว่า การออกนโยบายสำหรับการติดตามและประเมินเงินเฟ้อควรพิจารณาดัชนีราคาที่สะท้อนโครงสร้างการบริโภคของกลุ่มเปราะบางควบคู่กับดัชนีภาพรวม ที่อาจพิจารณาผลกระทบเชิงโครงสร้างและความเปราะบางของครัวเรือนเป็นสำคัญ เพื่อให้การดำเนินนโยบายที่ช่วยบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพมีความตรงจุด เป็นธรรมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้
มีข้อมูลสถิติให้ผมช่วยค้นหาไหมครับ?
0





หรือ 


